
เมืองน่าอยู่
....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
มีโอกาสเดินทางไปโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองนี้น่าอยู่มากทีเดียว
เมืองที่เจริญสุดๆ และพลุกพล่านไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่สามารถดูแลรักษาความสะอาดทุกๆ สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ตรอกซอกซอย สถานีรถไฟ สถานที่สาธารณะ อาคารสำนักงาน แม้แต่ห้วยหนองคลองบึง น้ำยังใสสะอาดไร้เศษขยะให้รกตา
รถราแม้ว่าจะวิ่งกันเต็มถนน แต่การจราจรก็ไหลลื่นไม่ติดขัดเหมือนบ้านเรา มลพิษทางอากาศทั้งเช้าสายบ่ายเย็นค่ำก็สะอาดพอที่จะไม่เห็นคนเดินปิดจมูกเลย ยังเห็นคนปั่นรถจักรยานเป็นพาหนะเดินทางมากพอๆ กับรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนน
ช่างเป็นอะไรที่สุดๆ จริงๆ มีทั้งรถไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยมากๆ ในขณะที่ยังมีภาพการใช้รถจักรยานเป็นพาหนะหลักของผู้คนทุกเพศทุกวัย
ต้องยกนิ้วให้กับกระบวนการบริหารจัดการบ้านเมืองของประเทศนี้ว่ายอดเยี่ยมมาก
ต้องยกนิ้วให้กับพลเมืองของประเทศนี้ที่มีวัฒนธรรมประเสริฐสุดอยู่ในสายเลือดทุกคน
ผมใช้เวลามากเป็นพิเศษในการเดินสำรวจและสังเกตกิจการเอสเอ็มอีในกรุงโตเกียว ซึ่งถ้าจะพูดถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ต้องบอกว่าประเทศญี่ปุ่นนี่ล่ะที่เป็นต้นตำรับขนานแท้และดั้งเดิม ถือเป็นต้นแบบที่บ้านเรานำมาใช้ในการวางนโยบายพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย
ความโดดเด่นที่ชัดเจนมากๆ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในญี่ปุ่นมีมากเหลือเกิน มากจนผมคงไม่สามารถสาธยายหมดในคอลัมน์นี้ได้ วันนี้จึงคัดที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับ
กิจการเอสเอ็มอีในญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร หรือร้านขายของทั่วไป ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการจะดูแลกิจการด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านขายของกินทั้งอาหารและขนมนมเนย เจ้าของกิจการไม่ว่าจะอายุคราวปู่ คราวพ่อ หรือคนรุ่นหนุ่มสาว จะมุ่งมั่นตั้งใจและใส่ใจลงมือทำเองเกือบทั้งหมดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ ยิ่งวัตถุดิบที่เป็นของสด ตัวเจ้าของจะลงทุนไปเลือกซื้อเองอย่างพิถีพิถัน เราจะเห็นตลาดสดในช่วงเวลาตีสามตีสี่จะมีเจ้าของร้านอาหารไปยืนเลือกซื้อหรือประมูลวัตถุดิบด้วยตัวเองทุกเช้า ส่วนการปรุงจำหน่ายหน้าร้านก็จะยืนทำเองปรุงเองอย่างมีความสุข
ทุกร้านจะมีวัฒนธรรมเหมือนกันหมด คือเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้าน ทุกคนในร้านจะกล่าวยินดีต้อนรับด้วยเสียงที่ชัดเจนเป็นมิตรพร้อมกับการโค้งคำนับอย่างนอบน้อม และเมื่อลูกค้าชำระเงินเสร็จจะเดินกลับออกจากร้านก็จะมีการกล่าวคำขอบคุณพร้อมกันอีกครั้งและการโค้งคำนับที่น่าประทับใจ
ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเข้าระบบอย่างถูกต้อง มีเครื่องหยอดเหรียญคอยรับคำสั่งซื้อโดยไม่ต้องใช้พนักงาน ส่วนลูกค้าก็เข้าใจระบบดีมีการเข้าคิวอย่างเรียบร้อย จ่ายเงินเข้าตู้อัตโนมัติแล้วกดเลือกเมนูที่ต้องการทุกอย่างแสนสะดวกสบาย น้ำดื่มก็มีบริการฟรีไม่ต้องเสียเงิน โต๊ะเก้าอี้อุปกรณ์เครื่องปรุงสะอาดสะอ้าน แม้แต่ผ้าเช็ดโต๊ะและกระดาษทิชชูยังใช้เหมือนกันหมดเป็นรูปแบบมาตรฐานทั้งเมือง
รับประทานเสร็จก็จะเป็นที่รับรู้กันว่า ลูกค้าจะเป็นฝ่ายยกถ้วยชามใส่ถาดไปวางในจุดล้างให้เอง ไม่มีการลุกเดินหนีไปโดยทิ้งผลงานคาโต๊ะให้รกสายตา
น่าทึ่งมากกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเป็นเอกภาพทั้งรูปแบบและคุณภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มของร้านอาหาร เรียกว่า...กินไป มีความสุขไป...
ส่วนร้านค้าขายเสื้อผ้าของที่ระลึก แม้ต่างสถานที่กันแต่ราคาเท่ากันไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนเราจะซื้อทีหลังแล้วได้ราคาถูกกว่าจะมาเย้ยหยันให้เจ็บใจ และที่น่ารักมากๆ อีกอย่างคือการให้เกียรติผู้ซื้อด้วยการเดินนำถุงสินค้าที่ซื้อมาส่งมอบให้พร้อมโค้งคำนับและกล่าวขอบคุณถึงหน้าร้าน เป็นมารยาทที่น่าประทับใจมากๆ
กิจการที่เป็นอาคารพาณิชย์มีการจัดร้านค้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการวางสินค้าล้ำเส้นเกินกว่าประตูร้านตัวเอง ไม่มีหาบเร่แผงลอยหน้าร้านและริมถนนให้เห็นเลย ซอยเล็กซอยน้อยมีร้านเล็กร้านน้อยเต็มไปหมด ทุกแห่งสะอาด ปลอดภัย เดินช็อปได้อย่างไม่ต้องหวาดระแวง
อีกเรื่องที่เจ๋งสุดๆ นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าอะไรก็ตาม เราสามารถค้นหาสถานที่และหมายเลขโทรศัพท์ได้จากโทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่น จะมีข้อมูลพร้อมแผนที่ตั้งกิจการให้เราสืบค้น อยู่ตรงไหนก็ค้นหาได้ ไม่มีพลาดไม่มีหลง ไม่ต้องวิ่งถามคนให้วุ่นวาย นั่นหมายความว่าทุกกิจการร้านค้าได้มีการลงทะเบียนเข้าระบบของทางการเรียบร้อย ใครไม่เข้าระบบก็จะเสียโอกาสทางการค้าโดยปริยาย
รัฐบาลน่าจะเอาโตเกียวมาเป็นเมืองต้นแบบในการพัฒนากรุงเทพมหานครของเรา
กทม. และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต่างก็มีการเดินทางไปศึกษาดูงานที่นั่นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ถ้าทำทั้งหมดไม่ไหว ก็ควรเริ่มต้นสักแขวงใดแขวงหนึ่งก่อนก็ได้นะครับ







