
‘ข้าวอินทรีย์บ้านดอกบัว’ ปลูกกิน เหลือขาย สะอาด-ปลอดภัย
ปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่ใช้สารเคมีต้องเข้าโรงพยาบาล เสียค่าหมอ ค่ายา และสุขภาพเสื่อมโทรมส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้
โดย...อักษรา ปิ่นนราสกุล
ปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่ใช้สารเคมีต้องเข้าโรงพยาบาล เสียค่าหมอ ค่ายา และสุขภาพเสื่อมโทรมส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ เป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวบ้านดอกบัวต.บ้านตุ่น อ.เมือง จ.พะเยา ต้องกลับมาทบทวนวิถีชีวิต และการทำอาชีพเกษตรกันใหม่
ปัญหาดังกล่าวทำให้ประชาชนหันมาพึ่งพาตัวเองกันมากขึ้น โดยงดใช้สารเคมีในการทำเกษตรและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเองด้วยกระบวนการจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นหลัก
บาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านดอกบัว บอกว่า นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา ชาวบ้านก็หันมาทำนาเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยจากสารเคมี 100% จากประสบ การณ์ของชาวชุมชนบ้านดอกบัวที่เคยประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ จากการกินของที่ไม่ได้ผลิตด้วยตนเอง เพราะต้องการความสะดวกแต่ผลที่เกิดขึ้นทำให้สุขภาพไม่สบาย ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันทั้งหมู่บ้านแห่งนี้
“จากการทำกินกันในครัวเรือนตามวิถีธรรมชาติแล้ว สุขภาพของคนในหมู่บ้านดีขึ้น เมื่อเหลือกินจึงขายจึงยกระดับเป็นสินค้าประจำหมู่บ้านและกลายเป็นของดีระดับจังหวัด รับประกันด้วยรางวัลคุณภาพระดับประเทศ”
แม้จะขึ้นชื่อเรื่องข้าวคุณภาพปราศจากสารเคมีมานาน แต่บ้านดอกบัวเริ่มผลิตข้าวอินทรีย์เป็นสินค้าสู่ตลาดข้าวเพื่อสุขภาพเมื่อปี 2550 และทำเป็นรูปธรรมจริงจังในปี 2556 ปัจจุบันมีสมาชิก 149 ราย แต่สมาชิกที่ทำประจำจำนวน 68 ราย โดยผลิตข้าวอินทรีย์และนำผลผลิตมารวมเพื่อบรรจุภัณฑ์และส่งออกขายนอกพื้นที่อย่างต่ำเดือนละ 2,000 กิโลกรัม โดยมีรายการสั่งซื้อจากพระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย เดือนละ 1,000 กิโลกรัม ที่เหลือบรรจุขายถุงละ 1 กิโลกรัม มีรายได้เข้าหมู่บ้านเดือนละกว่า 1.2 แสนบาท
ผู้ใหญ่บาลบอกว่า ระบบการตลาดข้าวอินทรีย์บ้านดอกบัวได้มองในภาพรวมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
“กระบวนการผลิตแปรรูปและจำหน่ายข้าวอินทรีย์บ้านดอกบัว ทางกลุ่มของเราได้วางแผนและดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำคือ กระบวนการผลิต กลางน้ำ คือ การแปรรูป และปลายน้ำ คือการตลาด โดยหน่วยงานทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ให้การสนับสนุนอย่างดีตลอดมา ระบบการตลาด ซื้อขายทั้งในหมู่บ้านขายผ่านทางเว็บไซต์ www.bandokbua.com”
ผลสำเร็จของบ้านดอกบัว ใช่จากรายได้ของข้าวเกษตรอินทรีย์เท่านั้น แต่วิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความเป็นอยู่แบบพอเพียง ช่วยเหลือเจือจุนผู้คนในชุมชน ไม่มองสิ่งที่ขาด แต่มองเห็นสิ่งที่มีอยู่และสร้างเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน นำพาไปสู่หมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2553-2554
เป็นสิ่งที่การันตีถึงวิถีชีวิตที่ดี อาหารการกินที่ดี ส่งผลต่อสุขภาพและจิตใจที่ดีตามมา







