
ตลาดจีนผันผวนรับปีวอก ดันเงินบาทอ่อนตั้งแต่สัปดาห์แรก
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36.10-36.40 ในสัปดาห์นี้ ปีนี้เป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับตลาดเงิน หลังจากที่สัปดาห์ก่อนตลาดหุ้นจีนและเงินหยวนร่วงลงอย่างแรง ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าลงด้วย ประกอบกับราคาน้ำมันยังลดลงมาที่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี ที่ต่ำกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อีกด้วย นักลงทุนจึงแตกตื่นและมองว่าความเปราะบางในเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำจะทำให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วนัก ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ตลาดหุ้นจีน ค่าเงินหยวน และคอมเมนต์ของกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายคนที่จะออกมาแสดงความเห็นในสัปดาห์นี้ ทั้ง Lockhart, Lacker, Bullard, Rosengren, Evans และ Dudley นอกจากนี้ เราจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญหลายตัว อาทิ การส่งออกของจีนและดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนับว่าสำคัญมาก เนื่องจากหากตัวเลขการส่งออกของจีนออกมาแย่ลง อาจทำให้นักลงทุนมองว่าทางการจีนจะต้องพยายามทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีก ซึ่งอาจมีผลต่อเงินบาทมากกว่าดัชนีค้าปลีกของสหรัฐ ซึ่งหากเงินบาทอ่อนค่าลง แนวต้านที่สำคัญ คือ ระดับ 36.35 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ต.ค.
เงินบาทเปิดตลาดที่ 36.05 ก่อนจะอ่อนค่าลงมาที่ระดับสูงสุดของวันที่ 36.35 ตามการเคลื่อนไหวของเงินหยวน โดยตั้งแต่การเปิดทำการของตลาดเงินวันแรก หุ้นของจีนก็ปรับร่วงลงอย่างแรง เนื่องจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ภาคการผลิต) ในเดือน ธ.ค. ชะลอลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ที่ 49.7 จาก 49.6 ในเดือนก่อน ประกอบกับทางการจีนยังออกกฎ Circuit Breaker มาทำให้นักลงทุนรายย่อยตกใจอีกด้วย โดยหากดัชนีหุ้น CSI300 ของจีนเคลื่อนไหวมากกว่า 5% จะต้องหยุดซื้อขาย 15 นาที แต่ถ้าเคลื่อนไหวมากกว่า 7% จะต้องหยุดการซื้อขายทั้งวัน ทำให้นักลงทุนรายย่อยเทขายหุ้นอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนหนึ่งกังวลว่ากฎห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้นเป็นเวลา 6 เดือนกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 8 ม.ค. ซึ่งอาจทำให้ผู้ถือรายใหญ่ออกมาเทขายหุ้นอีก นอกจากนี้ ทางการจีนยังประกาศตั้งค่ากลางเงินหยวนให้อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ด้วย ทำให้สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงแรงในสัปดาห์นี้ นำโดยเงินวอนที่อ่อนค่าลง 2.1% เงินริงกิต (-2.1%) และเงินหยวน (-1.7%) แต่หลังจากทางการจีนออกมายกเลิกกฎ Circuit Breaker ในช่วงปลายสัปดาห์ และให้ผู้ถือหุ้นใหญ่สามารถขายหุ้นได้เพียง 1% ของการถือครองใน 3 เดือน ทำให้ตลาดหุ้นจีนและเงินหยวนเริ่มทรงตัว เงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์มาปิดตลาดที่ 36.30 (วันศุกร์ ณ เวลา 17.00 น.)
เงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.0856 และอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์มาที่ 1.0709 หลังการรายงานอัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. บ่งชี้แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อยูโรโซนยังอยู่ระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2% น้อยกว่าตลาดคาดที่ 0.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.9% (ตลาดคาดที่ 1.0%) แม้ว่ายังไม่เห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเร็วๆ นี้ ธนาคารกลางยุโรปอาจยังรอประเมินผลการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมาก่อนในการประชุมเดือน ม.ค. แต่เงินยูโรแข็งค่าขึ้นมาปิดตลาดที่ 1.0864 ในช่วงท้ายสัปดาห์หลังตลาดเงินดอลลาร์ออกมาเพื่อทำกำไร ประกอบกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคำสั่งซื้อสินค้าของเยอรมนีออกมาดีกว่าคาด จึงหนุนให้มีการเข้าซื้อเงินยูโร
เงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 120.27 และแข็งค่าขึ้นมาแตะระดับ 118.00 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ส.ค. เนื่องจากภาวะกลัวความเสี่ยงทำให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยต่างๆ ทั้งเงินเยน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และทองคำ นอกจากประเด็นจากตลาดจีนแล้ว ความไม่สงบในตะวันออกกลางและการทดลองระเบิดไฮโดรเจนของเกาหลีเหนือยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินเยน ในช่วงต้นสัปดาห์ซาอุดิอาระเบียประกาศยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน หลังจากนั้นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของลิเบียออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากนานาชาติ หลังจากองค์กรหัวรุนแรง ISIS ถล่มแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลิเบีย แต่ความไม่สงบในตะวันออกกลางกลับทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าประเทศในตะวันออกกลางจะหาข้อตกลงลดปริมาณการผลิตลงเป็นไปได้ยากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงมาต่ำกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003
อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ไทยและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ปรับขึ้นแรงตั้งแต่วันแรกที่เปิดทำการ และปรับขึ้นต่อเนื่องถึง 3 วัน รวมกว่า 10 bps ส่วนหุ้นกู้ตลาดรองเริ่มมีการซื้อขายคึกคักอย่างเห็นได้ชัด จากผลตอบแทนที่ปรับสูงขึ้น ประกอบกับ Supply ของหุ้นกู้ในตลาดแรกที่น้อย และเริ่มเห็นนักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นกู้ในช่วงอายุ 1-5 ปี อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ สิ้นสุดสัปดาห์ ผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 2.13% คิดเป็น Spread 36 bps รุ่นอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้น 6 bps อยู่ที่ 2.73% คิดเป็น Spread 52 bps รุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 14 bps อยู่ที่ 3.26% คิดเป็น Spread 62 bps







