posttoday

เตือน "ผู้ส่งออก-นำเข้า" อย่าชะล่าใจค่าเงินบาท

11 มกราคม 2559

ปี 2559 แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง ผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกจึงไม่ควรจะชะล่าใจ

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ในรอบปี 2558 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวผันผวนมาก กรอบการเคลื่อนไหวเงินบาททั้งปีอยู่ระหว่าง 32.30-36.65 บาท/เหรียญสหรัฐ ห่างกันถึง 4.35 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือ 13.5%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงระหว่างไตรมาส 1/2558 โดยแตะระดับ 32.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายเดือน ก.พ. เพราะในช่วงนั้นนักลงทุนและตลาดไม่แน่ใจจังหวะเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ อย่างไรก็ดีเงินบาทกลับมาอ่อนค่าในปลายเดือน เม.ย. หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนต่อและคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหนือความคาดหมายของตลาดจาก 1.75% เหลือ 1.5%

ทั้งนี้ ในรอบปี 2558 เงินบาทอ่อนค่าลง 8.8% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิในหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1.53 แสนล้านบาท ด้านยอดคงค้างพันธบัตรที่ของผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ หรือนันเรสซิเดนท์ถือครองลดลง 1.12 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับระดับสิ้นปี 2557

สำหรับปี 2559 แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่ระดับการอ่อนค่านั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปแตะ 40 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะสัปดาห์แรกของปีใหม่นี้ เกิดปัญหาการเทขายของนักลงทุนในตลาดหุ้นจีนและการประกาศอ่อนค่าเงินหยวน ทำให้เงินบาทผันผวนมากขึ้น

โดย จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 0.7% จากสิ้นปี 2558 พร้อมทั้งเตือนให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินควรป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับความผันผวนที่คาดว่ามีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป

ซึ่งหากดูค่าความผันผวนของเงินบาทในปี 2558 ที่ ธปท. ระบุว่า อยู่ที่ 5.09% สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 4% ค่าความผันผวนของเงินบาทในปีนี้ก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เมื่อดูจากสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงทำให้เงินยังคงไหลออกจากตลาดเงินไทย และกว่าที่ตลาดเงินไทยจะมีเสถียรภาพได้ก็น่าจะกลางปีนี้เป็นอย่างช้า

ขณะเดียวกัน การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะดำเนินการไม่ต่ำกว่า 4 ครั้งตลอดทั้งปีนี้จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนจากการคาดหมายผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งกดดันค่าเงินบาทให้ปั่นป่วนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางการจีนที่ตลาดคาดว่าจะมีการทำสงครามค่าเงิน ด้วยการกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่า เพื่อพยุงความสามารถในการส่งออกไว้ ซึ่งจะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย ต้องทำสงครามค่าเงินตาม เพื่อดูแลการส่งออกเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องผ่อนคลายนโยบายเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม เพื่อรักษาการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ เพื่อช่วยให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ทดแทนปริมาณและราคาที่จะลดลงของสินค้าส่งออกในปีนี้

ผู้ประกอบการทั้งนำเข้าและส่งออกจึงไม่ควรจะชะล่าใจในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ อย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่ต้องสูญเสียรายได้ที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?