
แบงก์เตือนปิดความเสี่ยงค่าเงินรับผันผวนแรง
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เตือนผู้ส่งออกนำเข้าปิดความเสี่ยงค่าเงิน หลังมีโอกาสอ่อนถึง 40 หรือแข็งถึง 30 บาท/เหรียญสหรัฐ
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เตือนผู้ส่งออกนำเข้าปิดความเสี่ยงค่าเงิน หลังมีโอกาสอ่อนถึง 40 หรือแข็งถึง 30 บาท/เหรียญสหรัฐ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทปี 2559 มีแนวโน้มผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา โดย สำนักวิจัยฯคาดการณ์ค่าเงินบาทปีนี้ไว้ที่ระดับ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าแตะ 40 และบางจังหวะมีโอกาสแข็งค่าไปที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้
“ปีนี้เป็นปีที่ยาก ซึ่งปีที่แล้วหลายสำนักวิจัยต่างมองเงินบาทอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าเช่นเดียวกันมาโดยตลอด แต่สำหรับปีนี้แล้ว เงินบาทมีโอกาสทั้งอ่อนค่า และแข็งค่าเทียบเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่ายากสำหรับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปกติ ค่าเงินบาทปลายปีนี้มีโอกาสจะอยู่ที่ระดับ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปัจจัยต่างประเทศที่อาจส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อีกหลังสหรัฐทยอยขึ้นดอกเบี้ย แม้การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และตัวแปรสำคัญ คือ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของจีน ที่คาดว่าจะส่งผลให้นักลงทุนเข้าถือเงินเหรียญสหรัฐอันเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
ส่วนปัจจัยในประเทศมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ช้า และหากการส่งออกยังคงหดตัวขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านใช้มาตรการปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่า เพื่อช่วงชิงความสามารถในการแข่งขัน หรือ สงครามค่าเงิน มีโอกาสที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวไปตามทิศทางเดียวกับภูมิภาค ซึ่งอาจเป็นการผ่อนคลายทุนเคลื่อนย้ายมากกว่าการลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำลง ที่คาดว่าจะเฉลี่ยที่ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากระดับราว 50 ในปีก่อน มีผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าสุทธิน้ำมันยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าที่ยังคงหดตัว ซึ่งสนับสนุนค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกสุทธิน้ำมันได้รับผลกระทบจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงทำให้เงินอ่อนค่า
อย่างไรก็ดี หากเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คาด ค่าเงินบาทจะเดินมาถึงทางแยก จะอ่อนค่าแรง หรือจะวกกลับมาแข็งค่าได้ แกว่งตัวสูงระหว่าง 30-40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดังนั้นนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนให้ดีในปีนี้
นายอมรเทพ กล่าวว่าว สถานการณ์ที่ค่าเงินบาทจะไป 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เกิดขึ้นต่อเมื่อสงครามค่าเงินประทุ นำโดยจีนที่ลดค่าเงินหยวนแรง ขณะที่การส่งออกไทยยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จะยิ่งมีแรงกดดันให้ผู้ดำเนินนโยบายออกมาตรการให้บาทต้องอ่อนค่าเพื่อประคองเศรษฐกิจ นอกจากนี้หากราคาน้ำมันกลับมาขึ้นแรงจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ดุลบัญชีเดินสะพัดจะพลิกมาเป็นขาดดุล เงินสำรองระหว่างประเทศลดลง เกิดภาวะเงินไหลออกมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะยิ่งซ้ำเติมให้บาทอ่อนค่าแรงได้
ส่วนสถานการณ์ที่บาทจะไป 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เกิดขึ้นในกรณีราคาน้ำมันลดลงแรง กดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ทั้งเงินเฟ้อปัจจุบัน และเงินเฟ้อคาดการณ์ในอนาคต คนคาดว่าราคาสินค้าจะไม่เปลี่ยนแปลงอีกนานหรืออาจลดลงได้อีก จะส่งผลให้คนไม่อยากลงทุน เพราะผลิตสินค้ามาขายก็อาจขาดทุน ไม่คุ้มรายจ่ายดอกเบี้ยที่กู้จากธนาคาร
นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเข้มแข็งโตได้ราว 2.5% ในปีนี้ก็อาจพลาดเป้า และอาจส่งผลให้จำใจต้องลดดอกเบี้ยกลับมาจุดเดิม หรืออาจออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 4 ก็ได้ สังเกตจากหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ไม่เคยมีธนาคารกลางของประเทศสำคัญใด ที่ขึ้นดอกเบี้ยสำเร็จ สุดท้ายทุกประเทศที่เคยขึ้นดอกเบี้ยไปก็กลับมาลดดอกเบี้ยเพราะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
"หากสหรัฐฯ เดินซ้ำรอยธนาคารกลางอื่น ก็อาจเห็นเงินไหลเข้ามาตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง แล้วในภาวะราคาน้ำมันต่ำเช่นนั้น ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด เพราะไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาก มีเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาพักเงินในประเทศไทย ส่งผลให้บาทแข็งค่าได้" นายอมรเทพ กล่าว







