
NIA ปลุกเอกชนไทย พิชิตโลกด้วยนวัตกรรม
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ก้าวสู่ปีใหม่ 2559 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม โดยหน่วยงานหลักที่ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมให้แก่ภาคธุรกิจในประเทศอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ NIA กำลังวางยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยและภาคธุรกิจ รวมถึงเอสเอ็มอี มีเป้าหมายสร้างนวัตกรรมในธุรกิจให้สำเร็จ
“พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า สนช.กำลังจัดทำกรอบยุทธศาสตร์อินโนเวชั่น (Innovation) 2020 เริ่มตั้งแต่ปี 2559-2563 โดย สนช.จะปรับบทบาทขององค์กรใหม่ เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการนวัตกรรมแห่งชาติ ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในประเทศเพิ่มขึ้น และเกิดผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ไม่ต้องลงทุนในระดับสูง และเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของคน เศรษฐกิจ และสอดคล้องกับเทรนด์ในโลก
สำหรับยุทธศาสตร์หลักๆ ประกอบไปด้วยการพัฒนากระบวนการนวัตกรรมอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมสนับสนุนโครงการให้มีความหลากหลาย โดยมุ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล การบริหารจัดการอินโนเวชั่นระดับสูง การชี้วัดผลของการทำนวัตกรรมทั้งรายสาขาและรายบริษัท และการสร้างให้องค์กรรัฐต่างๆ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ขณะที่การผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะมุ่งส่งเสริมเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ผ่านโครงการคูปองนวัตกรรม และการผลักดันให้เอสเอ็มอีขยายขนาดธุรกิจจากขนาดกลางสู่ขนาดใหญ่ โดย สนช.สนับสนุนด้านการเงิน ผ่านโครงการต่างๆ ทั้งโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน คูปองนวัตกรรม นวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย และทุนเครือข่ายนวัตกรรม โดยในแต่ละปีจะให้งบสนับสนุนรวมมากกว่า 100 โครงการ งบประมาณรวม 770 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีแผนส่งเสริมสตาร์ทอัพเพื่อก้าวสู่สตาร์ทอัพระดับโลกให้ได้ โดยไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะด้านเทคโนโลยีเท่านั้น จะขยายไปถึงสตาร์ทอัพด้านอาหาร กลุ่มสุขภาพและไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวรวมถึงบริการ โดยในปี 2560 งบรวมจะอยู่ที่ 60 ล้านบาท และในปี 2561 มีแผนจัดตั้งกองทุนเพื่อ
ส่งเสริมสตาร์ทอัพ คาดว่าภายในปีที่ 3 งบการสนับสนุนจะเป็น 300 ล้านบาท และในอีก 5 ปี งบรวมจะเป็น 800 ล้านบาท
ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า จะสร้างนวัตกรรมแบบยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ จัดทำนวัตกรรมกับบริษัทที่จดทะเบียน และจัดทำเกณฑ์มาตรฐานเพื่อวัดข้อมูลเป็นรายปี จึงประเมินได้ว่าบริษัทมีการทำนวัตกรรมในระดับใด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานเพื่อวัดข้อมูลเป็นรายปีมาก่อน เชื่อมั่นว่าจะทำให้บริษัทมีการลงทุนนวัตกรรมมากขึ้น อีกทั้งจะทำโครงการส่งเสริมบริษัทที่ทำนวัตกรรมด้านสังคม
จากนั้นจะสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหน่วยงานในประเทศ หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่างๆ ส่วนต่างประเทศมีทั้งการร่วมมือกับประเทศรัสเซีย ญี่ปุ่น อิสราเอล และจีน โดยมีแผนดึงหน่วยงานใหญ่สุดด้านนวัตกรรมของญี่ปุ่นมาร่วมทุนกับผู้ประกอบการในไทย
รวมทั้งจะสร้างดาต้า ไดรเวน อินโนเวชั่น หรือคลังข้อมูลด้านนวัตกรรมขนาดใหญ่ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ พร้อมเทรนด์นวัตกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการส่งเสริมการตลาดนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจใหม่ หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน
ขณะที่แนวโน้มนวัตกรรมโลกในปี 2559 ได้แก่ 1.แอพพลิเคชั่น เช่น การสร้างสื่อสังคมออนไลน์ 2.นวัตกรรมที่ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น Internet of Things 3.หุ่นยนต์ เช่น การใช้หุ่นยนต์ทดแทนแรงงาน ระบบบ้านอัจฉริยะ ระบบเซ็นเซอร์ 4.การแพทย์ที่เฉพาะบุคคล เช่น การผสมผสานระหว่างข้อมูลทางการแพทย์กับตัวบุคคลผ่านสื่อออนไลน์ 5.ระบบการขนส่งแบบใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจค้าตรง 6.นวัตกรรมการเกษตรแบบใหม่ เช่น การทำเกษตรในเมือง (Urban Farming) เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm)
สำหรับเทรนด์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงอุตสาหกรรมกำลังถูกเปลี่ยนไปสู่อิเล็กทรอนิกส์ คือ หุ่นยนต์ คาดว่าไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ที่จะก้าวเข้าสู่โรบอตอินดัสตรี โดยหลายประเทศในโลกได้ใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมสูงมาก ทั้งประเทศ สวีเดน เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐ
“หลายประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำนวัตกรรม ไม่ว่ากลุ่มสแกนดิเนเวีย ทั้งสวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ จะมีจำนวนคนในประเทศน้อย แต่สามารถสร้างนวัตกรรม ที่มีอัตลักษณ์ของการค้า การบริการ และสินค้าที่มีคุณภาพและดีระดับโลก ทุกอย่างถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เป็นเด็ก ที่ทุกคนจะเริ่มฝึกเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่เด็ก ได้ทำงานนอกเวลาตั้งแต่สมัยเรียน ฝึกเรียนรู้ต่างๆ” พันธุ์อาจ กล่าว
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนต้องเตรียมแผนรับมือต่อไปให้ได้ พร้อมกับองค์กรเพื่อก้าวสู่ธุรกิจที่มีนวัตกรรมในองค์กร พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น







