
มิชชั่นปั้น‘สตาร์ทอัพ’สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่
นโยบายสนับสนุนการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ (กลุ่มสตาร์ทอัพ) ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง โดยในปี 2559 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีภารกิจกิจหลักในการผลักดันการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ เป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้เข้าถึงองค์ความรู้การประกอบธุรกิจที่ครบวงจร เข้าถึงตลาด แหล่งเงินทุน สินเชื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก
นโยบายสนับสนุนการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ (กลุ่มสตาร์ทอัพ) ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง โดยในปี 2559 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีภารกิจกิจหลักในการผลักดันการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ เป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้เข้าถึงองค์ความรู้การประกอบธุรกิจที่ครบวงจร เข้าถึงตลาด แหล่งเงินทุน สินเชื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก
แนวทางการในการผลักดัน สร้างบ่มเพาะนักธุรกิจในปี 2559 ผ่าน 3 หลักสูตร
หนึ่ง การสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ ตั้งเป้าหมาย 1,500 ราย โดยจะเข้าไปเสริมสร้างแนวคิดการเป็นนักธุรกิจที่ดี มีความรู้ความเข้าใจในการเริ่มต้นธุรกิจอย่างครบวงจร ทั้งองค์ความรู้บริหารธุรกิจที่ทันสมัย วิเคราะห์แหล่งการเงินเหมาะสมกับธุรกิจ มองเห็นโอกาสทางการตลาด ความเข้าใจการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องของกิจการ สามารถประเมินธุรกิจของตนเองได้ และมีการนำนวัตกรรมมาเป็นพื้นฐานสำคัญประกอบธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (ไอดีอี)
สอง สร้างนักการค้ามืออาชีพ มีเป้าหมาย 280 ราย โดยจะเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล ให้มีความเข้มแข็งแข่งขันได้ในระดับประเทศและพร้อมรองรับตลาดเออีซี ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการธุรกิจให้ประสบความสำเร็จครอบคลุม 5 มิติ คือ ด้านการเงิน กระบวนการภายในองค์กร ด้านลูกค้า ด้านการเรียนรู้และการเติบโต และด้านความรับผิดชอบทางสังคม
สาม สร้างนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ เป้าหมาย 20 ราย จะเป็นการต่อยอดผู้ประกอบการธุรกิจให้สามารถก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจระดับสากล เป็นผู้นำด้านการตลาดสมัยใหม่ที่มีความเข้มแข็งยั่งยืน เสริมสร้างความรู้ ทักษะ กลยุทธ์ และเครื่องมือทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้พัฒนาธุรกิจได้จริงตามสถานการณ์ และกระแสเศรษฐกิจโลก โดยจะให้ผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมาอบรมในการสร้างตราสินค้า เชื่อมโยงโครงข่ายธุรกิจ การนำเสนอสินค้าและต่อยอดทางการตลาด และการเจรจาทางธุรกิจและต่อยอดธุรกิจ
นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์พร้อมให้คำปรึกษา คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือน ก.ย. 2559 โดยศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอกการนั้น จะเป็นบริการเครื่องมือวินิจฉัยและประเมินสถานะทางธุรกิจในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมทั้งการให้คำแนะนำเบื้องต้นที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มสตาร์ทอัพ กลุ่มเติบโต และกลุ่มปรับตัว ในหัวข้อต่างๆ เช่น การเงิน การตลาด การบริหารจัดการ และนวัตกรรม
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้แจงรูปแบบการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ในกลุ่มสตาร์ทอัพว่า จะต้องเป็นกลุ่มที่มีสินค้าหรือเป็นทายาทเจ้าของกิจการ ที่ต้องการจะต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมภายในครองครัว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะดึงมาอบรมให้ความรู้ แต่หากเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสินค้าหรือไม่มีธุรกิจอยู่ในมือเลย อาจดำเนินการได้ยาก โดยกลุ่มที่จะผลักดันมาอบรมจะมีหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจบริการ เป็นต้น
เพราะปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มสตาร์ทอัพในปัจุบัน คือ ขาดแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ขาดความเข้าใจและวิธีนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจ หรือการตัดสินใจในการทำธุรกิจ รวมทั้งขาดองค์ความรู้ที่ดีในการทำธุรกิจ ขาดแคลนแรงงานและระบบบริหารจัดการที่ดี และขาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการตลาด ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และขาดแหล่งเงินทุนที่จะมาประกอบกิจการ
สำหรับการผลักดันกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือระดมทุนให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จะสนับสนุนเอสเอ็มอีให้เข้าไปใช้คราวด์ฟันดิ้ง ซึ่งเป็นการระดมทุนผ่านช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ที่มีสินค้าหรือไอเดียในการประกอบธุรกิจ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหลักเกณฑ์คราวด์ฟันดิ้งมาบังคับใช้แล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งตัวกลางในการกระจายข้อมูล (ฟันดิ้ง พอร์ทัล) และปรับเปลี่ยนประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค. 2559 ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนให้เอสเอ็มอีมาใช้ระบบคราวด์ฟันดิ้งในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น
ความสำเร็จของ “Ookbee” ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม “อีบุ๊ก” ที่ได้ทุนจาก “ทรานสคอสมอส” จากญี่ปุ่น จนทำให้มูลค่าบริษัทขยับขึ้นไปอยู่ที่ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ “StockRadars” แอพพลิเคชั่น
วิเคราะห์หุ้น ที่ได้ผู้ร่วมลงทุนอย่างไซเบอร์เอเจนท์ เวนเจอร์ส จากญี่ปุ่น “Priceza” เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาของไทยที่ได้ทุนญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่เถ้าแก่รายใหม่ต่างถือเป็นตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า จากหลายนโยบายของภาครัฐที่เร่งผลักดันในช่วงปีก่อน โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยด้านนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกิจที่ผลักดันให้เกิดเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ ทั้งในกลุ่มสตาร์ทอัพทั่วไป และเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ (เทคฯ สตาร์ทอัพ) ที่เตรียมพัฒนาธุรกิจบริการใหม่ๆ ออกมารองรับตลาดดิจิทัลจำนวนมากในปีนี้ จากตัวแปรสำคัญอย่างเทคโนโลยี 4จี ที่จะเกิดขึ้นในปี 2559
“ปัจจัยบวกที่จะเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปนั้น จะยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ด้วยสตาร์ทอัพหรือผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจของไทยนั้น ไม่เหมือนในต่างประเทศ” เกียรติอนันต์ กล่าว
ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่ หรือสตาร์ทอัพ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ นักศึกษาจบใหม่แล้วออกมาทำธุรกิจทันที และ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ที่ร่ำเรียนหลักสูตรหรือคอร์สต่างๆ ด้านผู้ประกอบการมาก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อจบออกมาก็สามารถนำวิชาเหล่านั้นมาต่อยอด เพื่อเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือสตาร์ทอัพได้ ขณะที่ผู้เริ่มกิจการใหม่ทั้งสองรูปแบบควรหันมาใช้นวัตกรรมหรือนำเทคโนโลยีมาประกอบเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจเป็นตัวนำ
ขณะที่ ไผท ผดุงถิ่น นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ หรือเทคฯ สตาร์ทอัพ ระบุว่า ปีนี้ คาดจะมีเทคฯ สตาร์ทอัพรายใหม่เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศมากกว่า 1,000 ราย จากในช่วง 1-2 ปีก่อนที่มีอยู่ 500 ราย
ปัจจัยสำคัญมาจาก 1.การปรับตัวธุรกิจไปสู่นวัตกรรมภายใต้การส่งเสริมของนโยบายภาครัฐ 2.เงินทุนหรือกองทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ที่จะเข้ามาสนับสนุนด้านเม็ดเงินลงทุนจากเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่มีมากขึ้น คาดไม่ต่ำกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
ไผทประเมินแนวโน้ม 3 กลุ่มธุรกิจหน้าใหม่ที่จะมาแรงในปีนี้ ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) 2.ธุรกิจบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ที่จะเป็นกระแสหลักที่มาแรงต่อเนื่อง 3.ผลิตภัณฑ์บริการซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่จับกลุ่มรองรับเฉพาะทาง อาทิ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ ซอฟต์แวร์บัญชี
ขณะเดียวกัน ก็ต้องติดตามการสร้างเครือข่ายธุรกิจรายใหญ่ เช่น ซีพี ดั๊บเบิ้ล เอ ไมโครซอฟท์ ดีแทค ที่เริ่มหันมาสนับสนุนเป็นผู้ร่วมลงทุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่ หรือกลุ่มสตาร์ทอัพมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการขยายตัวของโทรศัพท์มือถือที่จะทำให้โอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง
จับทิศทางลมให้ถูก โอกาสของเถ้าแก่รายใหม่กำลังเปิดกว้าง อยู่ที่ใครจะไขว่คว้า...







