posttoday
STEC พร้อมทุกด้านรับรัฐลงทุน

STEC พร้อมทุกด้านรับรัฐลงทุน

07 มกราคม 2559

นโยบายการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่จะใช้งบลงทุนกว่า 1.79 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายนี้ทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนของรัฐคาดหวังและรอ เพราะการลงทุนของรัฐคือแหล่งที่มาของ รายได้และกำไร รวมทั้งการเติบโตของกิจการ

นโยบายการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่จะใช้งบลงทุนกว่า 1.79 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายนี้ทำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนของรัฐคาดหวังและรอ เพราะการลงทุนของรัฐคือแหล่งที่มาของ รายได้และกำไร รวมทั้งการเติบโตของกิจการ

ภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ประเมินแนวโน้มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปี 2559 น่าจะเติบโตจากปี 2558 ถ้าหากรัฐสามารถผลักดันการประมูลโครงการใหญ่ๆ ออกมา ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ ขณะที่ภาคเอกชนเองก็จะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเมื่อโครงการลงทุนของรัฐมีความชัดเจน เพราะการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง และทำให้เอกชนกล้าที่จะลงทุนมากขึ้น

“ผลจากการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐที่จะออกมาให้ประมูลจำนวนมากนั้น เชื่อว่าในปี 2559 น่าจะเห็นการเพิ่มทุนและการระดมทุนเพิ่มของผู้ประกอบการในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่ในส่วนของ STECนั้น เรามีความพร้อมรับมือในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านทุนและบุคลากร เพราะได้เตรียมพร้อมมานานแล้วเพื่อรอการเข้าไปประมูลงานของรัฐ” ภาคภูมิ กล่าว

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STEC มีนโยบายที่ชัดเจนมากที่จะตุนเงินสดพร้อมในมือในระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทมาโดยตลอด และถ้าหากดูที่ผ่านมา STEC เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเพียงรายเดียวที่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับเฉลี่ยปีละ 200-300 ล้านบาท แต่ในปีที่ผ่านมาปรับตัวลดลงเล็กน้อย และการที่บริษัทมีเงินสดและทำธุรกิจด้วยเงินสดในการซื้อวัตถุดิบก็สามารถควบคุมต้นทุนในการก่อสร้างได้ และจะทำให้อัตรากำไรสุทธิมีอัตราที่ดีขึ้นด้วย

“STEC เมื่อเปรียบเทียบในระบบก็จะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อันดับ 3 ของระบบ แต่ถ้าหากดูในความสามารถในการทำกำไรแล้ว จะเห็นว่า STEC น่าจะอยู่ในอันดับ 1 คือมีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 6-7% และบริษัทเองก็มีเป้าหมายชัดเจนในการทำธุรกิจ จะรักษาให้ระดับอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับนี้”

ปี 2559 รายได้โต 10-15%

กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า นโยบายในเรื่องของการรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิที่ 6-7% ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในแผนธุรกิจปี 2559 ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ส่วนเป้าหมายการเติบโตของรายได้นั้นก็จะทำให้ได้ในระดับ 10-15% เพราะบริษัทต้องการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่ต้องการก้าวกระโดด และยังคงมุ่งในธุรกิจหลักคือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการลงทุนระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และมีงานภาคเอกชนด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งปีหน้าน่าจะประกาศผลในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่บริษัทได้ยื่นประมูลไปมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนงานปิโตรเคมีก็น้อยลงภายหลังจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมามาก

ทั้งนี้ การที่บริษัททำธุรกิจที่ถนัดคือรับเหมาเพียงอย่างเดียว ยอมรับว่าก็มีความเสี่ยงถ้าหากงานประมูลของรัฐไม่ออกมาและมีความล่าช้า ซึ่งประเด็นนี้บริษัทมักจะถูกผู้จัดการกองทุนต่างประเทศถามอยู่เสมอว่า หากงานภาครัฐไม่ออกมาจะทำอย่างไร ซึ่งบริษัทเองก็คิดถึงประเด็นนี้อยู่ แต่โชคดีที่บริษัทก็มีนโยบายที่จะหางานในมือเพื่อมาเติบโตในทุกปีเพื่อให้ระดับงานในมืออยู่ในระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท เพราะมองว่างานในมือระดับนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ไปอย่างน้อย 2-3 ปี และอนาคตหากงานรัฐออกมาเรื่อยๆ ก็จะตุนงานในมือเพื่อให้สร้างรายได้ยาวออกไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี แต่บางครั้งการมีงานในมือมากก็เป็นความเสี่ยงหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

“ตอนนี้ก็ใช้วิธีบริหารความเสี่ยง คือ การพยายามรับงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมมากขึ้น จากขณะนี้งานในมือ 5-6 หมื่นล้านบาท กว่า 60-70% เป็นงานภาครัฐ และ 30-40% เป็นงานภาคเอกชน ซึ่งในอนาคตอยากเห็นสัดส่วนงานรัฐและเอกชนอยู่ที่ 50:50 ขณะเดียวกันทุกๆ งานของบริษัทที่จะเข้าประมูลจะต้องเป็นงานที่มีอัตรากำไรที่ดีด้วย”

ทั้งนี้ ข้อดีของการที่ STEC ทำธุรกิจรับเหมาอย่างเดียว โครงสร้างธุรกิจไม่ซับซ้อน ไม่มีบริษัทในเครือมากมาย ส่งผลให้งบการเงินของบริษัทเป็นที่ถูกใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะเป็นงบที่ชัดเจน เข้าใจง่าย โปร่งใสมาก ซึ่งนี่ก็คือข้อดีที่ทำให้นักลงทุนสนใจหุ้นของบริษัท

ภาคภูมิ กล่าวว่า บริษัทก็เริ่มคิดในเรื่องของการทำธุรกิจที่นอกจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เป็นธุรกิจหลัก แต่การจะทำก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ถนัด เพราะได้พิสูจน์มาแล้วว่าการทำธุรกิจที่ถนัดนั้นจะทำให้บริษัทสามารถผ่านวิกฤตมาได้ในทุกวิกฤต แต่ถ้าหากจะไปนั้นก็จะเป็นไปในเรื่องของการรับทำในเรื่องของโรงหล่อวัตถุดิบสำคัญที่จะใช้ในการก่อสร้างที่บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างไปแล้ว ซึ่งหากมีงานรัฐออกมาโรงหล่อนี้นอกจากทำเพื่อรองรับงานของบริษัทเองแล้ว อนาคตอาจรับจ้างทำให้ผู้ประกอบการอื่นได้

แผนรุกอสังหาฯ

นอกจากนี้ ยังสนใจการเข้าไปในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะบริษัทมีที่ดินหลายแปลง และแต่ละแปลงจะอยู่ในพื้นที่และทำเลที่ดี ซึ่งที่ดินที่มีอาจเป็นโอกาสให้กับบริษัทในอนาคตถ้าหากถึงเวลาที่ดีและเหมาะสม ซึ่งที่ดินที่มี เช่น ที่พระราม 3 ที่ซื้อมาหลายปีแล้ว 10 ไร่ หัวหิน 14 ไร่ เขาใหญ่ 28 ไร่ และล่าสุดที่บางพลีที่ซื้อไว้เพื่อวางอุปกรณ์ในการก่อสร้าง 80 ไร่ ซึ่งที่ดินที่มีอยู่เมื่อมีการประเมินราคาในทุกๆ 2 ปี ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด ซึ่งหากถึงเวลาอาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำธุรกิจได้ และในการทำนั้นบริษัทอาจหาพันธมิตรที่มีความชำนาญเข้ามา

“นี่เป็นเพียงแนวคิดและอาจยังไม่เห็นในระยะเร็ว ถ้าหากงานประมูลของรัฐออกมาต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากทุกโครงการออกมาตามนัด ก็ประเมินว่าปี 2559 เป็นไปได้ที่จะได้งานในระดับ 1 แสนล้านบาท เพราะในมูลค่างานรัฐที่จะออกมา บริษัทก็คาดหวังว่าจะได้รับประมาณ 20% ของงานรัฐทั้งหมด”

 สำหรับผลงานปี 2558 ภาคภูมิ กล่าวว่า ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะงานรัฐที่คาดหวังออกเปิดประมูลช้า และมีเพียงโครงการเดียวซึ่งบริษัทได้มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว คืองานก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงแก่งคอย ที่ชนะประมูลไป 9,800 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังมีภาระในการตั้งสำรอง ความล่าช้าในการก่อสร้างรัฐสภาไทยที่ทางการไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ รวมถึงการก่อสร้างอาคารสนามบินภูเก็ตด้วยที่ทำได้ช้า แต่ปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากบริษัทแต่มาจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งหลังตั้งสำรองไปแล้วอนาคตก็คาดหวังว่ารัฐจะชดเชยให้ เพราะปัญหาทั้งหมดเกิดจากหน่วยงานรัฐเอง ซึ่งในการตั้งสำรองนั้นในส่วนของภูเก็ตสำรองไป 7% ของมูลค่างาน และ 5% ของมูลค่างานสำหรับรัฐสภา

สำหรับราคาพลังงานที่ลดลงส่งผลให้วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างลดลง แต่ก็ไม่ได้อานิสงส์มากนักในส่วนของธุรกิจที่รับเหมางานกับรัฐ เพราะจะต้องคืนค่า K ให้กับรัฐ หากราคาลดลง ในทางกลับกันถ้าราคาพุ่งรัฐจะชดเชยค่า K ให้

ขณะที่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นั้น ระยะแรกไม่น่าจะเป็นโอกาสมากนักกับธุรกิจรับเหมา เพราะการจะเข้าไปทำงานก่อสร้างในประเทศอื่นๆ ที่อยู่ภายในเออีซียังคงเหมือนเดิม กฎหมายต่างๆ ของแต่ละประเทศยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ระยะยาวโอกาสน่าจะเปิด และระยะแรกน่าจะเป็นในเรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงาน เช่น วิศวกรและสถาปนิกมากกว่า

ในปีที่งานรัฐเขาว่ากันว่าจะทะลัก STEC จะเก็บเกี่ยวมาได้แค่ไหนคงต้องติดตาม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ