
ลูกค้าประกันชีวิตเฮ! ปีหน้าจ่ายเบี้ยต่ำลง
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
จากการเก็บสถิติอัตรามรณะ หรืออัตราการตาย ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จากภาคธุรกิจประกันชีวิต ทำให้เห็นแนวโน้มอายุของประชากรไทยที่ทำประกันชีวิตนั้นยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ ความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพสูงขึ้น
สอดคล้องกับสถิติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่พบว่า ปี 2557 ประชากรไทยเพศชายมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเป็นประมาณ 72 ปี และหญิงมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 79 ปี และในอีก 10 ปีข้างหน้า ชายจะมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 76 ปี และเพศหญิงจะมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเป็น 83 ปี จากเดิมที่ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 62 ปี และชายอายุเฉลี่ยประมาณ 55 ปี
สถิติอายุที่ยาวนานขึ้นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันของทั้งสองหน่วยงาน ทำให้ สุทธิพล ทวีชัยการ เลขา คปภ.คนใหม่ ออกมาส่งสัญญาณไปยังธุรกิจประกันชีวิตว่า ถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับปรุง “อัตรามรณะ” โดยจะมีการทบทวนอัตรามรณะกันใหม่ในปี 2559 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุของประชากรไทยที่ยาวขึ้น ส่วนจะประกาศใช้ได้ปีไหน ยังไม่สามารถระบุได้ แต่เร็วที่สุดน่าจะสามารถประกาศใช้ในปี 2560
ไพบูลย์ เปี่ยมเมตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต 3 สำนักงาน คปภ. อธิบายว่า ตามปกติแล้วเมื่อมีการปรับปรุงอัตรามรณะ จะทำให้เบี้ยประกันชีวิตประเภทความคุ้มครองระยะยาวในส่วนของอัตรามรณะจะถูกลงมากกว่า 15% และทำให้กรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในส่วนของอัตรามรณะถูกลงประมาณ 10%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเบี้ยรวมต่อ 1 กรมธรรม์จะมีราคาถูกลง แต่ไม่ได้ถูกลงตามสัดส่วนเดียวกับอัตรามรณะ เพราะในการกำหนดเบี้ยประกันภัยในแต่ละแบบของประชาชนแต่ละคนนั้น จะมี 3 เรื่องที่นำมาใช้ในการคำนวณ ประกอบด้วย อัตรามรณะ อัตราดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
สำหรับอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เพราะธนาคารพาณิชย์ประกาศตามสื่อต่างๆ ทุกวัน ปัจจุบัน คปภ.กำหนดให้ใช้อัตราเบี้ยขั้นต่ำในการจ่ายให้กับผู้ถือกรมธรรม์ที่ 2%
ในส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนั้น คปภ.กำหนดเพดานขั้นสูงไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงจนทำให้บริษัทประกันชีวิตขนาดเล็กสู้ไม่ไหว ซึ่งค่าใช้จ่ายของบริษัทประกันชีวิต ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายค่านายหน้า การพิจารณารับประกันภัย การออกกรมธรรม์ การจัดส่งกรมธรรม์ เช่น ถ้าเป็นแบบความคุ้มครองชีวิตระยะยาวประเภทจ่ายเบี้ยครั้งเดียว หรือซิงเกิ้ลพรีเมียม จะกำหนดค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกิน 8-9% ของเบี้ย ประเภทสะสมทรัพย์ คิดค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20% และแบบประกันแบบชั่วระยะเวลาไม่เกิน 50-60% ของเบี้ย
สำหรับ “อัตรามรณะ” ได้มาจากการเก็บสถิติของบริษัทประกันชีวิต จากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับลูกค้าที่เสียชีวิตขณะทำประกันมีสุขภาพปกติ และเก็บสถิติจากคนกลุ่มวัยไม่เกิน 50 ปี แล้วนำมาเป็นราคาอ้างอิงมาตรฐาน
ยกตัวอย่าง เช่น การเก็บสถิติผู้หญิงที่มาทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองระยะยาว อายุ 50 ปี ไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ็บป่วย จำนวน 100 คน ที่บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากการเสียชีวิต พบว่ามี 5 คนที่เสียชีวิต พบว่าผู้หญิงอายุ 50 ปีกลุ่มนี้จะมีอายุถึง 51 ปี ประมาณ 95 คน โดยมีโอกาสเสียชีวิต 5 คน อัตรามรณะของผู้หญิงวัยนี้จะอยู่ที่ 5% การคิดเบี้ยประกันชีวิตของผู้หญิงวัย 60 ปี ไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ็บป่วย อัตรามรณะมาตรฐาน จึงอยู่ที่ 5%
“อัตรามรณะในกรณีนี้ หมายถึงความน่าจะเป็นที่คนอายุ 50 ปี จะมีชีวิตรอดจนถึงอายุ 51 ปี และความน่าจะเป็นที่คนอายุ 50 ปี จะเสียชีวิตก่อนครบ 51 ปี อยู่ที่ 5%” ไพบูลย์ กล่าว
ผลที่ได้จากการเก็บสถิติการเสียชีวิตและอัตรามรณะ จะถูกจัดทำเป็น “ตารางมรณะ” ที่ระบุอัตรามรณะ แยกตามเพศ ตามวัย เพื่อให้บริษัทประกันชีวิตนำไปใช้อ้างอิงในการคิดเบี้ยประกันจากประชาชน หากอายุน้อย เพศหญิง อัตรามรณะจะต่ำ หากอายุมาก เพศชาย อัตรามรณะจะสูง นอกจากนี้ยังเก็บสถิติจากคนที่มีสุขภาพปกติที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 85 ปี ซึ่ง คปภ.ให้บริษัทประกันชีวิตต้องส่งรายงานการจ่ายค่าสินไหมทดแทนทุกเดือน ทำให้เห็นสถิติตลอดเวลา
ปัจจุบันประเทศไทยใช้อัตรามรณะที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2551 โดยเริ่มประกาศใช้เมื่อปี 2552 ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 6 ปี และคาดว่าหลังจากปรับปรุงใหม่ในปี 2559 น่าจะสามารถประกาศใช้ในปีถัดไป เพราะหลังจาก คปภ.จัดทำเสร็จแล้ว จะต้องทบทวนร่วมกับภาคธุรกิจอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่จะต้องเพิ่มเข้ามา
คนที่ซื้อประกันชีวิตไปก่อนที่จะมีการประกาศใช้อัตรามรณะใหม่ จะไม่ได้ประโยชน์ ยังคงจ่ายเบี้ยเท่าเดิม แต่คนที่จะซื้อประกันชีวิตหลังมีการประกาศใช้อัตรามรณะใหม่ จะจ่ายเบี้ยในส่วนของอัตรามรณะถูกลง เพราะทุกบริษัทจะต้องปรับปรุงราคาเบี้ยกรมธรรม์ใหม่ทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่มีอยู่รอบด้าน การมีความคุ้มครองชีวิตในวันนี้ เปรียบเหมือนการสร้างกำแพงป้องกันพายุที่จะเข้ามาถล่มความมั่งคั่งของตัวเองและครอบครัว เมื่อมีประกาศอัตรามรณะใหม่ อยากได้ประโยชน์จากฐานเบี้ยที่ต่ำลง ก็สามารถซื้อเพิ่มได้อีก จะยิ่งทำให้ความมั่งคั่งของครอบครัวและชีวิตมีความมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น







