
คดีโรฮีนจา
ปัญหาการค้ามนุษย์โรฮีนจาเป็นข่าวดังมานานหลายเดือน เกิดขึ้นครั้งแรกจากการค้นพบศพเหยื่อการค้ามนุษย์ และหลุมฝังศพอีกจำนวนมากบริเวณเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ต่อมาขยายผลพบหลุมฝังศพในหลายจังหวัดภาคใต้ ทั้ง จ.ระนอง สตูล และสงขลา มีการจับกุมผู้ต้องหาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 155 คน เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน จับกุมได้ 91 คน และที่ยังหลบอีก 62 คน มีทั้งนายทหารและนายตำรวจ ข้าราชการระดับสูง ผู้มีอิทธิพลต่างๆ รวมทั้งยังพบหลักฐานเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านด้วย มีการทำกันเป็นขบวนการใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
ปัญหาการค้ามนุษย์โรฮีนจาเป็นข่าวดังมานานหลายเดือน เกิดขึ้นครั้งแรกจากการค้นพบศพเหยื่อการค้ามนุษย์ และหลุมฝังศพอีกจำนวนมากบริเวณเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ต่อมาขยายผลพบหลุมฝังศพในหลายจังหวัดภาคใต้ ทั้ง จ.ระนอง สตูล และสงขลา มีการจับกุมผู้ต้องหาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 155 คน เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน จับกุมได้ 91 คน และที่ยังหลบอีก 62 คน มีทั้งนายทหารและนายตำรวจ ข้าราชการระดับสูง ผู้มีอิทธิพลต่างๆ รวมทั้งยังพบหลักฐานเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านด้วย มีการทำกันเป็นขบวนการใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
คดีนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทยโดยตรง และปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 3 (Tier 3) ของสหรัฐ ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐ และไม่มีความพยายามแก้ไข ในส่วนของการสอบสวนมีการระดมกำลังพนักงานสอบสวนทั้งสถานีตำรวจภูธรภาค 8 และ 9 ก่อนสรุปสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2558 หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ เนื่องจากความไม่ปลอดภัยจากการเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน หลังรับงานสอบสวนคดีนี้ถูกย้ายลงใต้ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ (ศชต.) ซึ่งตามประวัติเป็นคนซื่อตรงแบบไม้บรรทัด ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด เป็นคนที่มีหลักการและเคร่งครัดในการทำงาน ถือว่าเป็นนายตำรวจน้ำดีคนหนึ่ง
เหตุผลคงเป็นเพราะมีแรงกดดันจากคดี มีการจับกุมผู้ต้องหาจำนวนมาก ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักการเมือง และตลอดอายุราชการก็ไม่เคยทำงานพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย่อมไม่มีความชำนาญพื้นที่เสี่ยง เมื่อย้ายลงใต้อาจมีการแก้แค้นในทุกรูปแบบไม่วันใดก็วันหนึ่ง
หลังจากที่ พล.ต.ต.ปวีณ ถูกย้ายและลาออกจากราชการ การสอบสวนคดีนี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างเร็ว และคืบหน้าเหมือนเมื่อครั้ง พล.ต.ต.ปวีณ อยู่ในตำแหน่ง จนเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2558 พล.ต.ต.ปวีณ และครอบครัวได้เดินทางไปออสเตรเลีย และขอลี้ภัยทางการเมือง โดยอ้างว่าไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตจากผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเหตุที่ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ลี้ภัยทางการเมืองได้ นับว่าสร้างแรงกระเพื่อม และผลกระทบให้คดีที่ยังค้างอยู่ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก
แม้ พล.ต.ต.ปวีณ ลาออกจากราชการและลี้ภัยทางการเมือง แต่ในทางคดีเมื่อเคยเป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงต่อศาล การไปอยู่ต่างประเทศอาจเบิกความโดยประชุมทางจอภาพ (ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ซึ่งถือเสมือนการเบิกความด้วยตนเองในศาล หากศาลอนุญาตก็สามารถทำได้เพื่อประกอบพยานหลักฐานอื่น
สุดท้ายแล้ว การเริ่มต้นจับกุมผู้ต้องหา การสอบสวน การส่งฟ้องศาล คดีโรฮีนจา เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต่างชาติมองว่าไทยเป็นประเทศที่ค้ามนุษย์ลำดับต้นๆ ของโลก แต่การสอบสวนคดี หรือการรวบรวมพยานหลักฐานกลับไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ และดูเหมือนว่าผู้บังคับบัญชาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เท่าที่ควร
จนกลายเป็นว่า พล.ต.ต.ปวีณ โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ใหญ่ปกป้อง แล้วอย่างนี้ประชาชนเต็มขั้นจะรู้สึกว่าปลอดภัยได้อย่างไร และภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะดีขึ้นได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป







