posttoday
ผนึก 6 ซีอีโอแบงก์ ดันยุทธศาสตร์ธนาคาร

ผนึก 6 ซีอีโอแบงก์ ดันยุทธศาสตร์ธนาคาร

06 มกราคม 2559

ผ่านไปแล้วในปีแรกสำหรับแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมธนาคารไทยระยะ 5 ปี (2558-2563) ของสมาคมธนาคารไทย ซึ่งแผนมีความคืบหน้าราว 5% เนื่องจากระยะแรกจำเป็นต้องวางรากฐานและแนวทางการพัฒนาระบบธนาคารในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายขับเคลื่อนระบบธนาคารสู่ความเป็นเลิศ

ผ่านไปแล้วในปีแรกสำหรับแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมธนาคารไทยระยะ 5 ปี (2558-2563) ของสมาคมธนาคารไทย ซึ่งแผนมีความคืบหน้าราว 5% เนื่องจากระยะแรกจำเป็นต้องวางรากฐานและแนวทางการพัฒนาระบบธนาคารในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายขับเคลื่อนระบบธนาคารสู่ความเป็นเลิศ

ล่าสุด แผนงานเริ่มเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เมื่อสมาคมธนาคารไทยร่างแนวทางการพัฒนาไว้ 7 ด้าน พร้อมดึงผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ระดับกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ถึง 7 คน เข้ามาเป็นเจ้าภาพ หวังจะขับเคลื่อนแผนงานในด้านต่างๆ ได้เร็วขึ้น ประกอบด้วย

1.ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ รับผิดชอบแผนงานการเข้าถึงบริการทางการเงินและสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริง (Financial Inclusion and supporting real economy)

2.ธีรนันท์ ศรีหงส์ และ ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ดูแลรับผิดชอบการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy)

3.วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย มีหน้าที่รับผิดชอบ การสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมในระบบธนาคาร (Industry code of conduct)

4.อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ดูแลวางแผนการเตรียมพร้อมรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและภูมิภาค (Preparing for AEC and regional integration)

5.สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต เข้ามารับผิดชอบการบริหารทรัพยากรบุคคลของธนาคาร (Human resource management)

6.บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ดูแลรับผิดชอบ การผลักดันกฎหมายและกฎระเบียบ (Legal and regulatory enablement)

และ 7.มีการดึง ยศ กิมสวัสดิ์ จากไอบีเอ็ม เข้ามาเป็นหัวหน้าสำนักงานระบบการชำระเงิน (Payment System Office : PSO) เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาระบบการชำระเงิน (Digi
tization & next generationpayments infrastructure) 

สำหรับแผนงานที่เกิดเร็วที่สุด คือ การพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล (อี-เพย์เมนต์) หลังจากรัฐบาลเข้ามาเป็นผู้นำจัดทำเป็นนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ โดยจะนำร่องการชำระเงินในหน่วยงานราชการ ภายในไตรมาส 2 ปี 2559 และมุ่งหน้าพัฒนาไปสู่ระบบชำระเงินของประชาชนภายใต้แนวคิด Any ID

บุญทักษ์ หวังเจริญ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้ว่าจ้างบริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) เป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบชำระเงิน ตั้งแต่เม็ดเงินลงทุนระบบ การลดต้นทุนบริหารเงินสด รวมทั้งค่าธรรมเนียม เพื่อทำให้สมาชิกเห็นภาพว่าการลงทุนนั้นได้ผลตอบแทนเหมาะสม คือ มีคนใช้บริการ และค่าธรรมเนียมสอดคล้องความเป็นจริง เพื่อตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องทำให้แบงก์เห็นภาพใหญ่ว่า หากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจะได้ประโยชน์มากกว่า แบงก์อาจเสียค่าธรรมเนียมบางส่วน แต่ลดต้นทุนได้มากกว่ารายได้ที่หายไป หรือรายได้อาจไม่กระทบเลยเพราะมีแอพพลิเคชั่นใหม่เข้ามาสร้างรายได้ชดเชย ในขณะที่ทุกวันนี้ธนาคารต้องสำรองเงินสดมากกว่า 2% เพื่อรองรับการทำธุรกิจ โดยไม่ได้ดอกเบี้ย ขณะที่ค่าบริหารจัดการแพงมาก

นายบุญทักษ์ กล่าวว่า เป้าหมายที่อยากให้เกิด คือ มีโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบและเครื่องรับชำระเงินกลาง ที่ทุกหน่วยงานทั้งแบงก์และนันแบงก์เข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อรายการธุรกรรมถูกลง และคิดค่าบริการผู้บริโภคได้ถูก โดยธนาคารขนาดใหญ่มีระบบของตัวเองอยู่แล้ว สมาชิกสมาคมก็ลงขันเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ แล้วเชื่อมให้เป็นระบบเดียวกัน โดยผู้ที่ลงทุนได้ผลตอบแทนตามสัดส่วน ส่วนผู้เข้ามาใช้งานระบบก็มีค่าใช้จ่ายตามจริง คาดว่าสรุปรายละเอียดได้ภายใน 1-2 เดือนนี้

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมลดใช้เงินสดถือเป็นภารกิจที่ยาก เพราะปัจจุบันการใช้เงินสดในระบบมีขนาดใหญ่มาก ตั้งแต่ระดับบริษัทขนาดใหญ่ ระดับผู้ประกอบการ การซื้อสินค้าของผู้บริโภค ไปจนถึงระดับการโอนเงินระหว่างบุคคล จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ และพัฒนาบัตรเงินสด (แคชการ์ด) ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท