posttoday
GPSC ภายใต้ผู้นำใหม่ IRR ดีต้องมีการจัดการ

GPSC ภายใต้ผู้นำใหม่ IRR ดีต้องมีการจัดการ

05 มกราคม 2559

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าในกลุ่ม ปตท. ที่เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 แต่ปัจจุบันราคาหุ้นกลับมาต่ำกว่าราคาขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่หุ้นละ 27 บาท เนื่องมาจากการลดลงของดัชนีตลาดโดยรวม ทั้งที่พื้นฐานบริษัทยังแข็งแกร่ง

ล่าสุด บริษัทได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี SET100 ซึ่งจะมีผลในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2559 และยังติดเข้า MSCI Small Cap Index

“เติมชัย บุนนาค” กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2558 กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.ดำเนินธุรกิจถูกทาง หลังเริ่มมารุก
ขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า เพราะภาพของธุรกิจน้ำมันและพลังงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูหนาวปกติราคาน้ำมันจะต้องปรับเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นฐานของธุรกิจน้ำมันอย่างชัดเจน ทำให้เห็นว่าโลกอนาคตจะใช้น้ำมันลดลงแน่นอน ชัดเจนที่สุดคือการใช้ในรถยนต์สำหรับคมนาคม เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐขณะนี้ก้าวหน้าไปเร็วมาก จนต้นทุนการผลิตและราคารถยนต์ไฟฟ้าลดลงเร็วมาก มีโอกาสใน 5 ปีข้างหน้า ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงมาเท่ารถยนต์ปกติ

อีกทั้งปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ 300 ไมล์ ด้วยเงินซื้อไฟฟ้าเติมเพียง 5 เหรียญสหรัฐ หากใช้เงินจำนวนเท่ากันเติมน้ำมันในรถยนต์ปกติจะเดินทางได้ระยะทางที่สั้นกว่ามาก จึงเป็นปัจจัยให้ภาพการคมนาคมของโลกในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไฟฟ้าจะเข้ามาทดแทนน้ำมัน แม้การผลิตไฟฟ้าจะมาจากน้ำมัน แต่พลังงานอื่นสามารถผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน

ธุรกิจไฟฟ้าในไทยแบ่งผู้ประกอบการเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ รายใหญ่ที่มีกำลังผลิตจำนวนมากและสมบูรณ์ อย่างบริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ที่มีผลประกอบการรวมถึงอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ และการันตีว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี กับอีกกลุ่มคือบริษัทเกิดใหม่รายเล็ก รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งจะขยายการเติบโตจากกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามา

GPSC เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 กลุ่มนี้ เพราะมีฐานการผลิตแม้ไม่ใหญ่เท่ารายใหญ่ แต่มีกำลังการผลิตที่แน่นอน เพราะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมถึงสาธารณูปโภคอื่นๆ หลักของบริษัทมาจากกลุ่ม ปตท. ที่บริษัทจะเติบโตไปพร้อมกับกลุ่ม ปตท. ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของ GPSC เพราะหากธุรกิจกลุ่ม ปตท.ในประเทศยังเติบโตต่อเนื่องถือว่าเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง เพราะตลาดในประเทศขณะนี้มีโอกาสเติบโตยาก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาพรวมของไทยชะลอลง รวมถึงมีโอกาสการขยายออกไปต่างประเทศ

 ในระยะ 2 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2559-2560 ในฐานะผู้นำคนใหม่ที่เข้ามาสานงานทำโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้เสร็จ และทยอยจ่ายขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ตามแผน ได้แก่ ไออาร์พีซี คลีน เพาเวอร์ และโครงการนวนคร เฟส 1 และกำลังศึกษาการลงทุนเฟส 2 เพิ่ม โครงการ CUP-4 ส่วนต่างประเทศ

 บริษัทได้ขยายการลงทุนออกไปในประเทศ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อิชิโนเซกิ ประเทศญี่ปุ่น ลาว ที่บริษัทลงทุนถือหุ้นใน 2 เขื่อน ได้แก่ น้ำลิก และไซยะบุรี จะ COD ปี 2562 รวมทั้งทำโครงการในมือเสร็จ COD ให้ได้ตามแผนรวมกำลังผลิตที่จะเพิ่มมาอีกประมาณ 600 เมกะวัตต์

 ขณะที่เป้าหมายในปี 2562 ต้องการจะมีขนาดกำลังผลิตในมือรวมเพิ่มเป็น 2,851 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ที่ 1,917 เมกะวัตต์ เพิ่มจากช่วงเข้าจดทะเบียนใน ตลท. ที่มี 1,851 เมกะวัตต์ เพราะขณะนี้ยังเปิดเรดาร์หาโครงการใหม่ๆ เพิ่ม ทั้งในไทยรวมถึงต่างประเทศ

เป้าหมายในปี 2562 ต้องการมีกำลังผลิตสัดส่วนประมาณ 30% มาจากต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20% โครงหลักอยู่ในลาว โดยมีประเทศที่สนใจ คือ เมียนมา ซึ่งไฟฟ้ายังไม่พอใช้ในประเทศ โดยกำลังรอให้การเมืองนิ่งเพื่อรอความชัดเจนของสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของธุรกิจโรงไฟฟ้า เพราะจะทราบรายได้ที่แน่นอน

ดังนั้น ต้องรอติดตามว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งของเมียนมาจะมีนโยบายอย่างไร ปัจจุบันมี 3 โครงการขนาดใหญ่ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 โครงการ และถ่านหิน 1 โครงการ ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) จะร่วมทุนอยู่ระหว่างการศึกษากับพันธมิตร เพราะสถานที่ตั้งและเทคโนโลยีพร้อมแล้ว

ขณะที่นโยบายสำคัญอีกเรื่องที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ที่เน้นมากนอกจากผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ที่ต้องได้ตามเป้าหมาย คือ เมื่ออนุมัติโครงการต้องมีทีมงานที่ดีจากบริษัทเข้าไปบริหารจัดการโครงการของบริษัทที่มีการลงทุนอยู่ทุกแห่ง เพื่อบริหารผลตอบแทนให้เป็นไปตามกำหนด ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เรียนรู้จากกลุ่ม ปตท. เพราะการซื้อสินทรัพย์เข้ามาโดยไม่ได้บริหารจัดการที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับนโยบายจากบริษัท ปตท. (PTT) ให้ช่วยทำโครงการบริหารจัดการแปลงขยะเป็นไฟฟ้าขนาด 8 เมกะวัตต์ ที่ จ.ระยอง เป็นฐานธุรกิจ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นทั้งโครงการเชิงพาณิชย์และซีเอสอาร์ รวมถึงมีโครงการบริหารจัดการน้ำที่จะร่วมมือกับบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (ESATW) เพื่อแก้ปัญหาในภาคตะวันออก

 ขณะนี้บริษัทกำลังเจรจาเพื่อซื้อโรงไฟฟ้าต่างประเทศจำนวน 2-3 ธุรกรรม ทั้งในอินโดนีเซียที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าชัดเจน รวมถึงลาวที่บริษัทมีโครงการอยู่แล้ว โดยนโยบายการลงทุนบริษัทต้องเข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 25% ขึ้นไป เพื่อให้สามารถมีส่วนเข้าไปบริหารจัดการได้ ทั้งในอินโดนีเซียโรงไฟฟ้าที่มีการลงทุนพัฒนาแล้วมีโอกาสจะเห็นความชัดเจนการลงทุนในต้นปี 2559 จำนวน 1 ธุรกรรม เป็นโครงการไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่เข้าไปศึกษาในเชิงลึกแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นจะอยู่ประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ รวมถึงศึกษาโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซีย

ด้านแหล่งเงินทุนบริษัทมีความพร้อมมากจากเงินสดภายในประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และมีวงเงินกู้จากสถาบันการเงินอีกประมาณ 8,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ นอกจากนี้บริษัทยังเปิดกว้างในการร่วมทุนกับพันธมิตรที่ดี รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง EGCO กับ RATCH เพราะมีประสบการณ์มากกว่าบริษัทในธุรกิจไฟฟ้า

 ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น GPSC ปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ร่วงลงต่อเนื่องนั้น ขอชี้แจงนักลงทุนเพื่อทำความเข้าใจว่าราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวขึ้นลงไม่ได้มีผลกระทบต่อพื้นฐานธุรกิจไฟฟ้า เพราะมีสูตรถูกนำมาคำนวณรวมไว้แล้วใน PPA และค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที)

ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อกำไรและรายได้ของบริษัท โดยในปี 2558 ผลประกอบการของบริษัทยังเป็นไปตามเป้าหมาย และยังไม่มีแผนการซื้อหุ้นคืน เพราะบริษัทต้องเตรียมเงินไว้เพื่อลงทุนสร้างการเติบโต เพื่อให้ราคาหุ้นสะท้อนการเติบโตของธุรกิจ

ทั้งนี้ บริษัทยังเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันถือหุ้นร่วมทุนในบริษัท 24M Technologies, Inc. (ประเทศสหรัฐ) เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งอนาคตมีแนวคิดจะนำมาตั้งโรงงานเพื่อผลิตในไทย

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำเก็งกำไรหุ้นนี้จากราคาเป้าหมาย 30.50 บาท และมีมุมมองการลงทุนระยะยาว เพราะเป็นหุ้นโรงไฟฟ้าผลประกอบการที่เป็นหุ้นปลอดภัยที่ต้องใช้ระยะเวลากว่าจะรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในแผนเปิดดำเนินการ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท