
ทิสโก้หวังสินเชื่อปีนี้ไม่ทรุด
ทิสโก้ตั้งเป้าสินเชื่อทรงตัว เร่งผลักดันทุกกลุ่มลูกค้า เผยสมหวังเงินสั่งได้โตสุด
ทิสโก้ตั้งเป้าสินเชื่อทรงตัว เร่งผลักดันทุกกลุ่มลูกค้า เผยสมหวังเงินสั่งได้โตสุด
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า เป้าหมายธุรกิจปี 2559 ต้องการให้ยอดคงค้างสินเชื่อรวมคงที่ ไม่ติดลบเหมือนปีที่ผ่านมา โดยเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากยอดปล่อย
สินเชื่อใหม่ของเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวเป็นบวก 6-7% ทว่ายอดคืนสินเชื่อยังสูงกว่า จึงทำให้สินเชื่อรวมของปี 2558 ยังคงติดลบอยู่
ทั้งนี้ เมื่อดูตามทิศทางตลาดแล้ว สินเชื่อที่ยังมีโอกาสขยายตัว คือ สินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยของบริษัท ไฮเวย์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ให้บริการสินเชื่อภายใต้ชื่อ สมหวังเงินสั่งได้ โดยกลุ่มเป้าหมายธุรกิจรายเล็ก (ไมโครไฟแนนซ์) ยังมีความต้องการสภาพคล่อง ถือเป็นช่องทางที่ดึงผู้กู้เงินนอกระบบที่มีวินัยกลับเข้ามาในระบบได้ แต่ต้องบริหารความเสี่ยงที่ดี
สำหรับสมหวังเงินสั่งได้มีสัดส่วนสร้างกำไรให้กลุ่มทิสโก้ราว 5% ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับขนาดพอร์ตที่เล็ก แต่ไม่ได้สร้างนัยให้กับการเติบโตของสินเชื่อรวมเท่าใดนัก เพราะลูกค้าธุรกิจรายย่อยใช้สินเชื่อก้อนเล็ก และคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ส่งผลให้รายได้ไม่ได้ตามแผนหากลูกค้าปิดบัญชีก่อนกำหนด
ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 90% ของสินเชื่อรายย่อยในปีหน้า ขอเพียงยอดคงค้างเท่ากับปี 2558 ก็พอใจแล้ว โดยยังมีโอกาสเติบโตจากรถยนต์ใหม่มากกว่ารถมือสอง ขณะที่รถกระบะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีทำให้ราคาจะแพงกว่าเดิมถึงแสนบาท ทำให้ยอดขายรถกระบะปีนี้แผ่วลง
ทั้งนี้ ธนาคารจะพยายามผลักดันสินเชื่อทุกประเภทให้เติบโตทันการคืนหนี้เดิม โดยหวังว่ารัฐบาลจะเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้เร็ว ส่วนเอสเอ็มอียังเหนื่อย เพราะลูกค้าใช้วงเงินสต๊อกรถยนต์น้อยลงเกือบครึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และน่าจะยังนิ่งต่อเนื่องตามตลาดรถยนต์ที่ซบเซา
“คุณภาพหนี้ดีขึ้น ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทรงตัว แม้ว่าปี 2558 จะมีกรณีบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) แต่ยอดสำรองหนี้ก็ยังต่ำกว่าปีก่อน และปีนี้การตั้งสำรองปรับสู่ระดับปกติ ขึ้นอยู่กับการเติบโตของธุรกิจ” นางอรนุช กล่าว
สำหรับแผนงานที่สำคัญในปีนี้ คือ การพัฒนาระบบงานไอทีและดิจิทัลแบงก์กิ้ง สอดคล้องกับนโยบายเนชั่นแนล อีเพย์เมนต์ของรัฐบาล โดยทิสโก้มีโมเดลอิเล็กทรอนิกส์มันนี่ (อีทีเอ็ม) ที่คิดไว้เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา แต่เร็วเกินไปในยุคนั้น ธนาคารจะปัดฝุ่นนำมากลับมาใช้อีกครั้ง โดยทำควบคู่กับการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มหลายด้าน คาดว่าใช้เวลา 2-3 ปีจะเสร็จสมบูรณ์







