
กสิกรฯ-ไทยพาณิชย์ พลิกโฉมรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โลกทางการเงินกำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะปี 2559 ที่การสื่อสารผ่านมือถือของไทยจะเข้าสู่ยุค 4จี ที่จะยิ่งทำให้การใช้บริการดิจิทัลแบงก์กิ้ง พุ่งสูงขึ้น โดยผลสำรวจของบริษัท ไพร์ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) ที่สำรวจผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไอที 14 ประเทศทั่วโลก พบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาใช้บริการดิจิทัลแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้น และในปี 2559 ปริมาณการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางสมาร์ทโฟนจะเติบโตถึง 64%
ขณะที่นายแบงก์ทั่วโลกกว่า 30% เห็นว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้แก่ผู้บริโภคจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ดิจิทัล โดยการนำรูปแบบการหลอมรวมของทุกช่องทางบริการในการเข้าถึงลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (Omni Channel) มาปรับใช้กับธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2559 จะเห็นความเคลื่อนไหวของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างน้อย 2 แห่ง ที่ใช้ยุทธศาสตร์ดิจิทัลแบงก์กิ้งในการขับเคลื่อนธุรกิจ
เริ่มจาก ธนาคารกสิกรไทย ที่ประกาศจัดตั้งกลุ่มธุรกิจใหม่ขึ้นมา คือ “กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป” (Kasikorn Business-Technology Group หรือ KBTG) พร้อมแต่งตั้ง ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย นั่งเป็นเป็นประธาน KBTG อีกตำแหน่งหนึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างรองรับดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ
ธีรนันท์ กล่าวว่า กสิกรไทยเตรียมการการก่อตั้ง KBTG มาได้ 2-3 ปีแล้ว ผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานระบบตามยุทธศาสตร์ เค-ทรานส์ฟอร์เมชั่น ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างกล้ามเนื้อให้พร้อม ขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ในปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ทั้งเสริมการให้บริการ และสร้างธุรกิจการบริหารจัดการการเงินรูปแบบใหม่ (ฟินเทค)
“กสิกรไทยไม่ได้มองฟินเทคเป็นภัยคุกคามแบงก์ หรือจะมาชิงส่วนแบ่งการตลาดจากแบงก์เหมือนธนาคารพาณิชย์อื่น แต่กลับมองว่าธนาคารมีศักยภาพด้านบุคลากรที่มีความสามารถสูงจำนวนมาก และมีจุดแข็งในแง่ฐานลูกค้าที่มีหลายล้านบัญชี จึงสามารถรุกทำฟินเทคได้เอง แทนที่จะเป็นการตั้งรับการแข่งขัน” ธีรนันท์ ระบุ
ด้วยเหตุนี้ การจัดตั้งหน่วยธุรกิจ KBTG จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนซอฟต์แวร์หรือระบบไอทีให้กับแบงก์ แต่มองไปถึงการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลมาสร้างธุรกิจใหม่ให้แก่ธนาคารนอกเหนือจากบริการทางการเงิน โดยระยะแรก KBTG จะสนับสนุนบริการดิจิทัลแบงก์กิ้งของธนาคารก่อน แต่ในระยะยาววางเป้าหมายให้หน่วยธุรกิจนี้จะสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้
โครงสร้างของ KBTG จึงถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น แยกการบริหารเป็นอิสระออกมาจากธนาคาร พร้อมทั้งมีแผนที่จะดึงคนไอทีรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในรูปแบบอื่นๆ เข้ามาร่วมงานด้วยกัน โดยไม่จำเป็นจะต้องผูกมัดให้เป็นพนักงาน ปลดล็อกการติดกับกฎระเบียบของธนาคารและสหภาพแรงงาน
สำหรับเทรนด์ดิจิทัลแบงก์กิ้งที่สำคัญ คือ โมบายแบงก์กิ้ง ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมของผู้บริโภค โดยช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2558 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่โมบายแบงก์กิ้งมีจำนวนธุรกรรมมากกว่าอินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้งอย่างเบ็ดเสร็จ สะท้อนว่าทิศทางการพัฒนาดิจิทัลต้องไปทางเครื่องมือสื่อสาร (ดีไวซ์) มากกว่า
ทางด้านธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้นำด้านธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่น้อยหน้าในการก้าวสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้ง โดย อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มีการรายงานและได้รับความเห็นขอบจากคณะกรรมการธนาคารแล้ว ที่จะมีการตั้งบริษัทขึ้นทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องแล็บ ในการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงิน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เพื่อรองรับธุรกรรมดิจิทัลแบงก์กิ้งของธนาคาร
ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวแม้ธนาคารไทยพาณิชย์จะถือหุ้น 100% แต่ได้รายงานบอร์ดขอที่จะทำธุรกิจแยกออกมาจากธุรกิจธนาคาร โดยอยู่ระหว่างการตั้งชื่อบริษัทที่จะไม่ให้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้บุคลากรในบริษัทมีความเป็นอิสระในการคิดค้น ทดลอง เพื่อสร้างบริการทางการเงินใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบธนาคาร
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมทางการเงินที่คิดค้นได้ บริษัทจะนำเสนอธนาคารไทยพาณิชย์ก่อน แต่หากไทยพาณิชย์ไม่ใช้ ก็ได้ขอบอร์ดไว้แล้วว่า บริษัทสามารถนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปขายที่อื่นได้
อาทิตย์ ระบุว่า การจัดตั้งบริษัทเพื่อคิดค้นนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ครั้งนี้ จะมี ธนา เธียรอัจฉริยะ มาร่วมเป็นที่ปรึกษา ขณะนี้ขั้นตอนเหลือเพียงการขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย ก็พร้อมจะดำเนินงานได้ทันที







