
เก็บตกจากการพูดคุยกับระดับสูงของสถาบันการเงิน ข้อคิดสำหรับปี 2559
ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผมจะมีโอกาสเดินสายไปพบปะหารือ ขอรับความรู้ ข้อคิด ความเห็นจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร เนื้อหาสาระที่น่าสนใจ และเห็นควรนำมาเผยแพร่ต่อท่านผู้อ่านเพื่อให้เกิดการตื่นตัว ทบทวนข้อผิดพลาดและได้ระลึกถึงสิ่งที่ทำลงไป หรือทบทวนเรื่องที่ผ่านมาก่อนที่จะก้าวต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ผมพอจะสรุปได้ดังนี้ครับ
ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผมจะมีโอกาสเดินสายไปพบปะหารือ ขอรับความรู้ ข้อคิด ความเห็นจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร เนื้อหาสาระที่น่าสนใจ และเห็นควรนำมาเผยแพร่ต่อท่านผู้อ่านเพื่อให้เกิดการตื่นตัว ทบทวนข้อผิดพลาดและได้ระลึกถึงสิ่งที่ทำลงไป หรือทบทวนเรื่องที่ผ่านมาก่อนที่จะก้าวต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ผมพอจะสรุปได้ดังนี้ครับ
1.สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปีหน้าคงจะมีลักษณะทรงตัวเหมือนกับปี 2558 การขยายตัวหรือการเติบโตคงจะไม่มากมายอะไร จุดต่ำสุดได้เลยผ่านมาแล้วนับแต่กลางปี 2558 ยอดหนี้เสียน่าจะนิ่งแล้ว เพราะเหตุว่าได้ผ่านช่วงเวลานับจากปิดโครงการรถคันแรกไปกว่าสองปีแล้ว ที่ผ่อนไม่ได้ก็คงจะมีการดำเนินการกันจนครบแล้ว
2.สินเชื่อที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด คงจะต้องเหนื่อยพอสมควร บ้านเดี่ยวแนวราบ โดยปกติไม่ค่อยมีการเก็งกำไร ส่วนมากจะซื้อหรือกู้มาซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงกัน แต่การจะกู้ให้ผ่านก็ต้องมีรายได้มากพอสมควร สถาบันการเงินก็ยังคงเข้มงวดอย่างน้อยก็ต้องหลังเดือน มิ.ย. 2559 จึงน่าจะผ่อนคลายลงไปเพราะคนที่กู้บ้านเวลานี้ มันมีหนี้หลายทาง ภาระในการส่งต้นเงิน ส่งดอกเบี้ยมันก็หนักเอาการอยู่
สำหรับคอนโดคนกู้ส่วนใหญ่กว่าครึ่งก็เป็นคน Gen Y ถ้าครอบครัวช่วยเรื่องเงินดาวน์ที่เหลือไปผ่อนต่อเดือนเอาเองก็หนักเอาการ เพราะเหตุว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางบ้านเราแพงเอาการอยู่เมื่อคิดต่อวัน ระบบการขนส่งมวลชนเรายังไม่จบ การเดินทางจึงเสียกันหลายต่อ ถ้ายิ่งมีการกู้รถยนต์เข้าไปอีก อาการคงน่าเป็นห่วงมากๆ
3.SME รายเล็ก รายจิ๋ว คงเหนื่อยพอควร เนื่องจากปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ การไม่ลงทะเบียนกับทางการ การมีบัญชีหลายเล่ม โดยเฉพาะการได้เงินกู้แสนล้านยังได้น้อยอยู่ ตอนนี้ก็ต้องมาดูว่าที่เติมมาเพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาทจะเพียงพอหรือไม่ จะเข้าถึงเม็ดเงินนี้ได้สักเท่าใด เพราะเหตุว่าสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ Personal loan ก็น่าจะไม่เลวไปกว่าที่ผ่านมาแล้ว หนี้เสียก็นิ่งพอสมควรในระดับ 3-4% กำลังซื้อจากลูกหนี้ที่จะกลายมาเป็นยอดขายของ SME ในระยะต่อไป หกเดือนแรกปีหน้าคงจะเป็นระยะอันตรายพอสมควร กลุ่มที่ต้องให้ความสนใจมากหน่อยคือพวกที่มีเงินกู้รวมไม่เกิน 15 ล้านบาท มองเจาะลงไปก็คือ พวกเงินกู้รวมไม่เกิน 3 ล้านบาท นั่นคือพวกตัวจิ๋วที่มีความเปราะบางสูง หมุนเงินสุดๆ กันในเวลานี้
4.เรื่องของการโอนเงิน ระบบการชำระเงิน กำลังเข้าสู่มิติใหม่ ในอนาคตไม่ช้าไม่นาน เราคงจะหันมาใช้บัตร ใช้โทรศัพท์เป็นกระเป๋าสตางค์กันมากขึ้น ลองคิดเล่นๆ นะครับ ใบอนุญาตโทรคมนาคมใบละ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ใบอนุญาตธุรกิจธนาคารแค่ 2.5 หมื่นล้านบาท คนที่ประมูลไปจะไม่เข้ามาสู่ธุรกิจการเงินเลยหรือ ในเมื่อบริษัทโทรคมนาคมมีเครื่องมือ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม แถมไม่ต้องลงทุนในเรื่องสาขาให้เปลืองอีกด้วย ยิ่งเป็น 4จี ทั้งความเร็ว ทั้งรูปแบบบริการจะยิ่งเข้มข้น
5.เรื่องของความรู้เรื่องทางการเงิน การวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล การป้องกันปัญหาในรายบุคคลเกี่ยวกับอาการ “แก่ก่อนรวย หรือเกษียณทุกข์” โดยเฉพาะเรื่องของการก่อหนี้ วินัยในการใช้หนี้ การรณรงค์เรื่อง อย่าให้ใครว่าไทย หรือการต่อสู้กับคำว่า Don’t Thai to me ที่เราทุกคนต้องรู้สึกเสียหน้า เจ็บปวดเมื่อมีใครพูดออกมา เพราะอย่างไรเราก็เป็นคนไทยด้วยกัน การรักหน้ายิ่งชีพ แบบกู้มารักษาหน้าตาตนเองต้องลด ละ เลิก ให้ได้ ไม่อย่างนั้นหายนะแน่
สุดท้ายก็คือคำว่า “เครดิตเราจะดี มันไม่มีใครขาย ถ้าอยากจะได้ ก็ต้องทำเอง”
ลาทีปีเก่า มุ่งเข้าสู่ปีใหม่ ตั้งเข็มทิศและกดเข็มไมล์ใหม่ได้แล้วนะครับ...ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข้อเขียนของผม แล้วพบกันใหม่นะครับ







