
'ปรเมธี' ทำนาย ปีนี้ลงทุน-บริโภคสดใส
ปี 2559 เป็นอีกปีที่แม้จะมีแนวโน้มเป็นบวกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็อาจไม่ได้ราบรื่นนัก โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะปัจจัยจากภายนอก
ปี 2559 เป็นอีกปีที่แม้จะมีแนวโน้มเป็นบวกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็อาจไม่ได้ราบรื่นนัก โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะปัจจัยจากภายนอก
“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสะท้อนให้เห็นแนวโน้มต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
เศรษฐกิจโลกดี-จีนปัจจัยเสี่ยง
ปรเมธี ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ว่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยสหรัฐมีสัญญาณชัดเจนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นการคอนเฟิร์มว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเป็นตัวจักรและตลาดที่สำคัญของโลก จึงทำให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น แม้ไม่ได้เพิ่มมากแต่ก็จะดีกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน
อย่างไรก็ตาม สศช.ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลกค่อนข้างระมัดระวัง โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.4% ต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟคาดไว้ที่ 3.6% โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 2.7% จากปี 2558 ที่ขยายตัว 2.5% ยุโรปคาดว่าจะขยายตัว 1.6% จากเดิม 1.5% ญี่ปุ่นโต 1.2% จากเดิม 0.6% ซึ่งการขยายตัวของแต่ละประเทศ ทำให้คาดว่าการค้าโลกจะขยายตัวได้ 3.8% จากเดิม 3.3%
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ สศช.ประมาณการ คือ ปัจจัยเสี่ยงจากจีน ซึ่งคาดว่าจะชะลอการเติบโตลงเหลือ 6.7% จากเดิมปี 2558 ที่คาดว่าจะขยายตัว 6.9% แต่ก็คาดว่าจีนจะประคองเศรษฐกิจให้ทรงตัว ไม่แย่ไปกว่านี้อย่างที่หลายฝ่ายห่วง
“เรายังมองที่พื้นฐานว่าจีนเขามีมาตรการต่างๆ ออกมาแล้วทำให้เศรษฐกิจนิ่ง ซึ่งจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่เราต้องเฝ้าติดตาม ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ดูว่าพร้อมจะใช้มาตรการ ก็เหมือนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ที่พร้อมจะใช้มาตรการดูแลเศรษฐกิจเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งในส่วนของยุโรป ญี่ปุ่น ก็มีเครื่องมือที่คล่องตัวอยู่ และไม่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดประเด็นปัญหาฟองสบู่หรือความเสี่ยงที่จะทำให้สินทรัพย์ราคาแพงขึ้น เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ร้อนแรง” ปรเมธี กล่าว
ตลาดเงินไม่ผันผวน
เลขาธิการ สศช. ประเมินความผันผวนของตลาดการเงินโลกด้วยว่า หากพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและเครื่องมือนโยบายการเงินที่บางประเทศอาจจะใช้นั้น เชื่อว่าไม่น่าจะให้ตลาดเงินแกว่งรุนแรง เพราะถ้าจะเคลื่อนไหวรุนแรงต้องเป็นกรณีที่เกิดข่าวเซอร์ไพรส์มากกว่า เช่นว่าจะทำมาตรการบางอย่างเป็นครั้งแรกแต่ขณะนี้ประเมินแล้วว่าไม่มี ขณะที่ดอกเบี้ยของสหรัฐก็คาดว่าจะขึ้นอีก 1 ครั้ง ขึ้นแล้วไปอยู่ที่ไม่เกิน 0.75% ส่วนประเทศอื่นถ้าประกาศกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่น่าเซอร์ไพรส์มาก
“กรณีสหรัฐที่คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยขึ้นไปอยู่ไม่เกิน 0.75% ในปีนี้ เพราะเขาเองต้องการดูแลให้เศรษฐกิจฟื้น แต่เร็วไปก็ไม่ดีต้องดูแลด้านเสถียรภาพด้วยเพราะหลายปีที่ผ่านมาเฟดมีการอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ถ้าเศรษฐกิจฟื้นแล้วไม่ควบคุม จะทำให้เกิดเงินเฟ้อที่รุนแรง” ปรเมธี กล่าว
ปรเมธี กล่าวอีกว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ จะทำให้เกิดเงินไหลกลับไปถือเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็อาจไม่ได้ไหลกลับอย่างรุนแรง เพราะมีการกลับไปก่อนหน้าที่จะขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว เหตุนี้ทำให้คาดว่าเงินบาทจะยังอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าลง สศช.คาดว่าจะอยู่ที่ 36-37 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนเงินบาทเทียบกับสกุลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเยนของญี่ปุ่น หยวนของจีน หรือยูโรของยุโรป ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าประเทศต่างๆ เหล่านั้นช่วงไหนมีการทำคิวอีหรือไม่ ซึ่งถ้าทำจังหวะไหน เงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลดังกล่าว
“โอกาสที่จะเห็นค่าเงินสวิงมากๆ ตอนนี้ไม่น่ามี ส่วนการเก็งกำไรก็คงมีบ้างแต่จะไม่มากเพราะโอกาสที่ราคาน้ำมันและราคาโภคภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มาก ส่วนเงินจะลงไปสู่เศรษฐกิจจริงมากแค่ไหน ในกรณีของไทยเองถ้าเราทำโครงการลงทุนให้ดีๆ นักลงทุนเขารอดูอยู่ว่าให้โครงการภาครัฐชัดเจน ถ้าทำได้จริงเงินจากกลุ่มนี้ก็จะลงสู่เศรษฐกิจจริงได้มาก” เลขาธิการ สศช. กล่าว
‘ลงทุนภาครัฐ’ พระเอกปีนี้
หันมาโฟกัสเศรษฐกิจของไทยกันบ้าง ปรเมธี ชี้ว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายใน โดยแรงส่งจะมาจาก 2 ส่วน คือ จากงบลงทุนปี 2559 วงเงิน 5.4 แสนล้านบาท และปีนี้รัฐก็มีเป้าหมายการเบิกจ่าย 87% อีกส่วนคือโครงการที่รัฐจะอนุมัติอีก 20 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะยังมีเงินลงสู่ระบบไม่มาก แต่ว่าจะเป็นสัญญาณที่นักลงทุนรอเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนตาม
“เม็ดเงินเบื้องต้นที่จะลงในครึ่งหลังปี 2559 จะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รอการเบิกจ่ายอีก 5.3 แสนล้านบาท” ปรเมธี กล่าว
เลขาธิการ สศช. ประเมินอีกว่า เงินลงทุนจากภาครัฐประมาณ 1 ล้านล้านบาทนี้ ควรต้องส่งผลบวกดีไปยังการลงทุนและบริโภคเอกชนด้วย ซึ่ง สศช.ประมาณการที่ 4.7% และ 2.6% ตามลำดับ โดยการลงทุนเอกชนนั้นจะเห็นการเพิ่มขึ้นใน 3 ส่วน คือ 1.จากการลงทุนรัฐที่จะใช้การผลิตก่อสร้างจากเอกชน 2.การลงทุนเพื่อรองรับโครงการ
รัฐ และ 3.การลงทุนเอกชนในสาขาอื่นๆ เช่น จากการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมต่างๆ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซูเปอร์คลัสเตอร์ และเอสเอ็มอี
ไม่ชัวร์โตได้ 3-4%
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยบวกทั้งจากเศรษฐกิจโลกและการกระตุ้นภายในของภาครัฐ แต่โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3-4% ได้หรือไม่นั้น ยังบอกไม่ได้ คงดูตัวเลขที่ออกมาทุกเดือน ทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก แต่ถ้าจะต้องปรับจีดีพีก็ขอปรับขึ้นบ้าง เพราะหลายปีมาแล้วที่ สศช.ไม่ได้ปรับจีดีพีขึ้น เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีปัจจัยลบจากทั้งเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง คนจะทะเลาะกัน เป็นปัจจัยที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก แต่ปีนี้ถ้าพื้นฐานแบบนี้และไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ ก็น่าจะได้ปรับขึ้นบ้าง
ทั้งนี้ หากมีปัจจัยลบที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่ถึง 3-4%ปรเมธี มองไปที่เศรษฐกิจโลกมากที่สุด เพราะแม้ขณะนี้จะยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรมาทำให้ทรุดลงแต่ก็ต้องระวัง หากการเติบโตไม่เป็นไปตามคาด จะส่งผลต่อการส่งออกได้
“ที่ประเมินตอนนี้ ยุโรปไม่ได้ตื่นเต้นกรณีของกรีซ ตอนนี้ประเทศใหญ่ๆ ก็ยอมให้ความช่วยเหลือ มีเส้นทางการแก้ไขของมัน แต่ที่ต้องจับตาก็คือจีน แม้มองว่าเขาจะจัดการได้ แต่จีนมีความเสี่ยงตรงที่เขามีอะไรที่ซุกซ่อนไม่ได้บอก ข้อมูลจริงอาจไม่เหมือนตัวเลขหรือข่าวที่เราเห็น ส่วนปัญหาการเมืองหรือก่อการร้ายก็เป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดในระยะสั้นหรือบางจุด แต่ถ้าจะถึงขั้นมีสงครามโลกหรือพัวพันถึงเศรษฐกิจใหญ่ที่กำลังฟื้นตัวอย่างสหรัฐ คิดว่าไม่น่ามี นอกจากนี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวังเพราะคาดการณ์ได้ยาก นั่นคือปัญหาภัยแล้ง เพราะไม่มีใครบอกได้เลยว่าจะมาหรือไม่มา นอกเหนือจากเศรษฐกิจโลกกับแล้ง ก็ไม่เห็นปัจจัยเสี่ยงอื่น” ปรเมธี กล่าว
เลขาธิการ สศช. กล่าวอีกว่า หากพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่ารัฐบาลก็คงจะพอแล้วกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะปลายปีที่ผ่านมาก็พยายามกระตุ้นไปแล้ว พอต้นปีนี้เป็นต้นไปก็น่าจะเน้นมาตรการที่ส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปฏิรูปภาษีและปฏิรูปเศรษฐกิจ
ส่วนเรื่องของดอกเบี้ย นโยบายการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจก็ยังจำเป็น แต่ดอกเบี้ยจะต่ำกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ถ้าโลกฟื้น ประเทศไทยปีหน้าขยายตัวขึ้นอีก อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันก็ถือว่าเพียงพอ แต่ถ้ามีอะไรผิดปกตินโยบายการเงินก็น่าจะพร้อมที่จะสนับสนุน







