
เศรษฐกิจไทยติดปีกโต 7.5%
...ทีมข่าวการเงิน
ช่วงนี้มีแต่ข่าวดีๆ ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยจะติดปีกทะยานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ทุบสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือตลาดหุ้นไทยที่ร้อนจนปรอทแตก
ปิดตลาดสุดสัปดาห์ ทะลุแนว 840 จุด ได้สำเร็จ ดัชนีปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีได้รับผลดีจากผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น สะท้อนว่าภาคเอกชนไทยแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยกดดันจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ได้คลี่คลายลงไปแล้ว ธปท.ปรับเป้าจีดีพีโตปีนี้โต7.5%ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4.35.8% เป็นเติบโต 6.57.5% แต่ยังคงประมาณการปี 2554 ไว้เท่าเดิมที่ 35%
สาเหตุที่ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีใหม่ เพราะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเติบโตถึง 12% และผลกระทบจากปัญหาการเมืองก็อยู่ในวงจำกัด
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวเร็วรวมทั้งเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 อาจเติบโตได้สูงกว่า 7% ส่วนในครึ่งปีแรกคาดว่าการเติบโต 10%
แม้หน่วยงานรัฐหลายฝ่ายจะฟันธงว่าเศรษฐกิจเริ่มที่จะติดปีก แต่นักวิชาการยังมีความคิดที่แตกต่าง มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังฟื้นตัวแบบมีความเสี่ยง
โดย นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกที่ตลาดโลกยังคงมีความไม่แน่นอนว่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่หรือไม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐและจีน
ขณะที่ปัญหาการเมือง หากเกิดสุญญากาศในช่วงไตรมาส 4 นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้
อีกปัญหาที่รัฐให้ความสำคัญมากขณะนี้คือ ส่วนต่างของดอกเบี้ยธนาคารที่ยังคงกว้าง ล่าสุดนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เตรียมนัดถกสมาคมธนาคารไทย จะให้ธนาคารพาณิชย์คิดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าด้วยความเป็นธรรม และให้มีส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่สูงเกินไป สอดคล้องกับการกำกับดูแลของ ธปท.
สิ่งที่ต้องตะลึงคือแค่ 3 เดือน ธนาคารฟันรายได้ค่าธรรมเนียม 2.54 หมื่นล้านบาท เติบโต 15.63% โดยธนาคารกสิกรไทยมีรายได้ส่วนนี้โดดเด่นที่สุดที่ 5,347 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ 5,218 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ ที่ 5,180 ล้านบาท
ล่าสุด คณะทำงานต้นทุนและค่าธรรมเนียมการให้บริการชำระเงินของธนาคารพาณิชย์ ที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมระบบการชำระเงิน (กรช.) ประชุมเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบร่วมให้ธนาคารปรับลดค่าธรรมเนียมบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในต้นปี 2554
ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% เป็น 1.5% ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ตาม แต่เงินฝากนั้นมีการปรับขึ้นเฉพาะเงินฝากประจำ ส่วนเงินฝากออมทรัพย์ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ซึ่งเป็นห่วงก็คือลูกค้าที่ถือบัญชีออมทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเกินครึ่งของเงินฝากในระบบธนาคาร ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ย
ที่เรียกเสียงก่นด่ากันทั้งเมือง คือเหตุการณ์ที่เครือข่ายประชาชน 4 ภาค อาศัยช่องว่างนโยบายโฉนดชุมนุมที่ยังไม่ชัดเจน ถือโอกาสบุกเข้าครอบครองที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) 30,917 ไร่ ในพื้นที่ 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 1 จังหวัดภาคตะวันออกคือ สระแก้ว ระดมชาวบ้านที่ต้องการมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองไปยึดที่ดินไว้ ทำให้ล่าสุดนางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บสท. ออกมาประกาศเตือนให้ออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นจำเป็นที่จะต้องดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมายจนถึงที่สุด
ตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีปิดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยได้แรงหนุนจากทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่สดใสและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง รวมถึงการคาดหวังการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน ส่งผลให้มีแรงเก็งกำไรหนาแน่น หนุนดัชนีปิดวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ระดับ 840.24 จุด เพิ่มขึ้น 7.23 จุด หรือ 0.87% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 38,823.77 ล้านบาท
โดยตลอดทั้งสัปดาห์ดัชนีเพิ่มขึ้น 1.53% จาก 827.54 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้าและเพิ่มขึ้น 14.39% จากสิ้นปี 2552
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลอดสัปดาห์ 2,140.31 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 1,349.56 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิที่ 3,200.51 ล้านบาท และ 289.35 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้านเครดิตสวิส โบรกเกอร์สัญชาติสหรัฐ ประกาศเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น โดยมองว่าหุ้นไทย จีนและเกาหลีใต้มีราคาถูกที่สุดในภูมิภาคเอเชียพร้อมทั้งเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นอังกฤษและยุโรป โดยให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐต่ำกว่าเกณฑ์
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกประกาศเตือนนักลงทุนหลังพบว่าราคาหุ้นธนาคารทหารไทย (TMB) มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นและราคาเคลื่อนไหวมาก โดยตลาดหลักทรัพย์กำลังติดตามและตรวจสอบการซื้อขายหุ้น TMB หลังจากมีข่าวตามสื่อว่ามีผู้สนใจซื้อหุ้นธนาคารจากกระทรวงการคลัง
นอกจากนี้หุ้นรายตัวที่มีแรงเก็งกำไรหนาแน่น เช่น บริษัททีพีไอโพลีน (TPIPL) ตามข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สั่งไม่ฟ้องทีพีไอโพลีนในความผิดกรณีจ่ายเงินค่าจ้างบริษัท เมซไซอะบิซิเนสแอนด์ครีเอชั่น เพื่อจัดทำสื่อโฆษณาและป้ายประชาสัมพันธ์มูลค่ากว่า 263 ล้านบาท ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้ราคาหุ้นแตะ 14.70 บาทเป็นราคาสูงสุดในรอบหลายปี
อีกทั้งมีกระแสข่าวกลุ่มทุนรายใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาล และนักการเมือง เข้ามาปลุกหุ้นเก็งกำไร TPIPL บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เช่นกัน







