
รับมือการเปลี่ยนแปลง ก่อนล้มลงในพริบตา
ชีวิตคนไทยเริ่มผูกพันกับตัวเลขจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะภาวะเศรษฐกิจ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ชีวิตคนไทยเริ่มผูกพันกับตัวเลขจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะภาวะเศรษฐกิจกระทบกับปากท้องของคนทั้งประเทศ หากเศรษฐกิจดี การทำมาหากินก็คล่องตัว มีเงินไหลผ่านมือไม่ขาด ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจไม่ดี การค้าขายฝืดเคือง เงินทองก็ร่อยหรอ และเมื่อเงินไม่พอใช้ การก่อหนี้ก็จะตามมา
เศรษฐกิจไทยตกท้องช้าง คืออยู่ในภาวะซึมเซาไร้ทิศทางต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาในด้านต่างๆ ได้เต็มที่ ทำให้ภาคเอกชนไทยที่ถือว่าเข้มแข็งและเป็นผู้ผลักดันเศรษฐกิจมาโดยตลอดเริ่มออกอาการเหน็ดเหนื่อย ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะมาในแนวทางไหนก็ตาม
ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัว แต่คนไทยทุกคนต้องปรับตัว ในภาคครัวเรือนเองก็ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ในปี 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 3-3.5% เป็นตัวเลขที่มีการปรับลดลงจากที่เคยประมาณการไว้ว่าจะเติบโตได้ 3.7% เป็นผลมาจากการที่คาดว่าการส่งออกของไทยในปีหน้า ที่แม้สัดส่วนจะลดลงจาก 70% ของจีดีพี มาเป็น 50% หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับสูตรการคำนวณจีดีพีใหม่ แต่การที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการส่งออกมาก แต่เศรษฐกิจโลกเองชัดเจนว่าจะฟื้นตัวแค่เพียงสหรัฐ แต่สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน กลับมีท่าทีชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นตัว
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือค่าเงินในตลาดเกิดความผันผวนมาก ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง ค่าเงินก็จะแข็งค่า ส่วนประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอกว่า ค่าเงินก็จะอ่อนตัว ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับผู้ที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ
เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ จะให้เศรษฐกิจไทยดีมากมายสวนทางคงจะเป็นไปได้ยาก รัฐบาลก็เตรียมทางรับมือไว้ด้วยความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศแทนด้วยการเร่งให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ก็พยายามที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีในเรื่องความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน และให้ผู้บริโภคระดับบนที่ยังพอมีกำลังซื้อออกมาจับจ่ายสินค้าให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น จึงพยากรณ์ได้ไม่ยากว่า ธุรกิจใดบ้างจะได้รับผลดีและผลร้ายจากภาวะเศรษฐกิจโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย
ผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคส่งออกสินค้าที่เป็นขาลง อย่างอิเล็กทรอนิกส์ที่โลว์เทคโนโลยี หรือกลุ่มสิ่งทอ อาจจะต้องวางแผนธุรกิจและวางแผนชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น
เมื่อรู้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะทรงๆ ตัวเหมือนในปีที่ผ่านมา การเตรียมพร้อมรับมือเศรษฐกิจจึงเป็นทางรอดของธุรกิจ และครัวเรือนไทยที่ดีที่สุด
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก และทวีความรุนแรงหากธุรกิจไม่ปรับตัว หรือปรับตัวไม่ทันก็จะต้องปิดกิจการไปในที่สุด
เขายกตัวอย่าง บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ในอดีตอย่างโนเกียที่ปรับตัวไม่ทัน จึงโดนสมาร์ทโฟนอย่างแอปเปิ้ลและซัมซุงมาแย่งตลาด เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่หมด ดังนั้นผู้ทำธุรกิจควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ปรับปรุงและหาตลาดใหม่แทนตลาดเดิมที่หายไป
“ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัต กรรมพัฒนาสูงขึ้นมาก เดี๋ยวนี้ธุรกิจเดิมๆ ที่เราเคยเห็นหรือใช้บริการ เช่น รถแท็กซี่ เมื่อก่อนต้องไปยืนโบกข้างถนน แต่เดี๋ยวนี้เราสามารถโทรศัพท์ให้มารับ เดี๋ยวนี้พัฒนาไปจนนำเอาแอพพลิเคชั่นมาใช้ Grab Taxi เกิดขึ้นเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เป็นการสร้างแอพมาแก้ไขปัญหาการจราจร ที่แท็กซี่ต้องวิ่งรถเปล่าหาผู้โดยสาร ทางผู้โดยสารก็ถูกปฏิเสธให้บริการ แอพนี้เกิดขึ้นเพื่อมาช่วยตรงนี้ จนประสบความสำเร็จอย่างมาก นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่ามีการปรับตัว นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว
ไม่ใช่แค่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมและบริการเท่านั้นที่ปรับตัวได้อย่างเดียว อุตสาหกรรมการเกษตรก็สามารถที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ เช่น สวนผลไม้บางแห่งใช้ระบบชลประทานน้ำหยดเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง ซึ่งก็ได้ผลผลิตที่น่าพอใจและควบคุมต้นทุนได้ดี มากกว่าการทำสวนโดยอาศัยธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งไม่สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงเรื่องใดได้
ผู้ประกอบธุรกิจจะรู้ซึ้งถึงการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างไม่คาดคิดมากกว่าคนอื่น โลกยุคใหม่และความผันผวนทำให้คนสามารถรวยและล้มได้ในพริบตาเดียว
เช่นเดียวกัน ผู้ที่ทำงานในธุรกิจที่ไม่มีภูมิต้านทานความผันผวนของโลก จะได้รับผลกระทบไปด้วย หากบริษัทขายของไม่ได้ ในที่สุดแล้วก็จะต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดการจ้างงาน ไม่มีการจ่ายเงินค่าทำงานล่วงเวลา (โอที) ไม่จ่ายโบนัส ลดเงินเดือน ในที่สุดอาจจะต้องเลย์ออฟคนงานบางส่วน ลดขนาดของกิจการลง
ครัวเรือนไหนที่มีผู้นำครอบครัวหรือสมาชิกในครอบครัวทำงานในกิจการขาลง แน่นอนว่าการเงินย่อมฝืดเคือง สิ่งที่จะตามมาก็คือการลดการใช้จ่าย ซื้อแต่ของที่จำเป็น หากลดการบริโภคลงแล้วเอาไม่อยู่ สุดท้ายก็จะต้องขายทรัพย์สินหรือกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต
การรับมือการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจจะกระทบกิจการและความเป็นอยู่ของครัวเรือนไทย หากเตรียมการรับมือแต่เนิ่นๆ ผลกระทบที่ได้รับอาจจะน้อยลงกว่าไม่เตรียมการอะไรไว้เลย บางกิจการหลังเทศกาลปีใหม่ก็เตรียมการระดมสมองเพื่อรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
พึงจำไว้ว่าความเสี่ยงไม่ปรานีใคร หากรับมือได้เร็ว ปิดความเสี่ยงได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะอยู่รอดก็มีมากขึ้นเท่านั้น
การปิดความเสี่ยงคือเตรียมพร้อมที่จะรับมือปัญหา หาแนวทางจัดการ ซึ่งธนาคารเจ้าหนี้เป็นคู่คิดที่ดีของผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลาย หรือแม้แต่ผู้ที่มีหนี้สินส่วนบุคคล หากทำท่าจะไปไม่ไหว เจอปัญหาว่าธุรกิจจะไปไม่รอดควรหารือกับเจ้าหนี้เพื่อช่วยกันหาทางฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ







