
รายย่อยอิเหนาหวั่นเปิดเออีซี
หวั่นเออีซีกระทบรายย่อยอินโดนีเซีย เพิ่มตัวเลขการว่างงาน สินค้าล้นตลาด
หวั่นเออีซีกระทบรายย่อยอินโดนีเซีย เพิ่มตัวเลขการว่างงาน สินค้าล้นตลาด
ตรี วิโดโด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ มหาวิทยาลัยกัตจาห์ มาดา (ยูจีเอ็ม) ในเมืองยอร์กยาการ์ตา อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปี 2015 จะส่งผลให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เกิดการแข่งขันกันเองมากขึ้น และอาจทำให้ตัวเลขการว่างงานในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นด้วย
สาเหตุหลักที่ส่งผลให้เอสเอ็มอี ในอินโดนีเซียต้องแข่งขันกับรายย่อยจากประเทศอื่นมากขึ้น เนื่องจากรายย่อยอินโดนีเซียเตรียมตัวสำหรับเออีซีช้ากว่าประเทศอาเซียน ถ้าเทียบกับประเทศไทย โดยตรีอธิบายว่า ภาคธุรกิจในประเทศไทยมีการเตรียมตัวสำหรับเออีซีที่ดีมาก เห็นได้จากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากนี้ เออีซีจะไม่เพียงทำให้เกิดการไหลเวียนของสินค้าและบริการอย่างเสรีระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการไหลเวียนอย่างเสรีของวิชาชีพเฉพาะทาง อาทิ แพทย์ พยาบาล ทนายความ นักบัญชี และสถาปนิกด้วย
ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากเจ้าของโรงแรมและร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากต่างชาติ ที่ต้องการจ้างพนักงานที่มีทักษะมาแทนที่แรงงานที่ขาดทักษะและการศึกษา
“ในที่สุดแล้ว อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้น” ตรี ย้ำชัด
ขณะเดียวกัน เออีซีอาจก่อให้เกิดการลักลอบนำเข้าสินค้าบางประเภท อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ เป็นต้น
ด้าน ปราเซตโย อัตโมสุทิดโจ ประธานสมาคมธุรกิจเอสเอ็มอีในยอร์กยาการ์ตา ระบุว่า รายย่อยส่วนใหญ่ในเมืองยอร์กยาการ์ตาเป็นกังวลว่าสินค้าจากไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ จะไหลเข้าประเทศมากเกินควร และส่งผลกระทบต่อสินค้าในประเทศ
“หากรัฐบาลอินโดนีเซียไม่มีมาตรการคุ้มครองตลาดภายในประเทศ จะส่งผลให้มีสินค้าจากต่างประเทศเต็มไปหมด” ปราเซตโย กล่าว
ก่อนหน้านี้ กระทรวงสหกรณ์และเอสเอ็มอีของอินโดนีเซียออก 4 มาตรการช่วยรายย่อยรับมือเออีซี โดยมาตรการแรกคือการช่วยกลุ่มรายย่อยพัฒนาสินค้าท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จผ่านโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งสินค้า มาตรการที่ 2 ได้แก่การสนับสนุนพัฒนาทรัพยากรบุคคลและผู้ประกอบการ มาตรการที่ 3 คือการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานรายย่อย และมาตรการสุดท้ายคือการช่วยเหลือด้านสินเชื่อที่จะปล่อยอัตราดอกเบี้ยต่ำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี







