posttoday
ภารกิจ ‘วิบูลย์ลักษณ์’ กระตุ้นจับจ่าย-คุมสินค้าตามต้นทุน

ภารกิจ ‘วิบูลย์ลักษณ์’ กระตุ้นจับจ่าย-คุมสินค้าตามต้นทุน

01 มกราคม 2559

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของจีดีพีและหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้น ภารกิจสำคัญของกรมการค้าภายใน (คน.) ในปี 2559 ก็คือ การกระตุ้นการบริโภคในประเทศควบคู่ไปกับการดูแลราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง

“ในฐานะที่ไทยไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันลดต่ำลงมากย่อมดีกับไทยแน่นอน เพราะเงินจะไหลออกน้อยลง แต่ปัญหาคือไทยยังพึ่งพิงการส่งออกเยอะอยู่มาก โดยเฉพาะหากประเทศที่นำเข้าสินค้าจากเราเป็นประเทศที่ขายน้ำมัน หากเขามีรายได้น้อยลง กำลังซื้อจะลดลงตาม เราจึงต้องปรับมาเดินในทางที่ถูกต้องมากขึ้น คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง พึ่งพิงการส่งออกให้น้อยลง ดังนั้นหน้าที่ของกรมการค้าภายในปี 2559 คือ ต้องกระตุ้นการบริโภคภายในให้มากขึ้น” วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”

วิบูลย์ลักษณ์ มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะกระเตื้องกว่าปี 2558 เห็นได้จากงบลงทุนของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ที่จะส่งเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากขึ้นมา ซึ่งในส่วนของกรมจะดูเศรษฐกิจภายในประเทศในประเด็นที่ว่า เมื่อมีเม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะในชุมชนที่จะมีเม็ดเงินเข้ามาจ้างงานมากขึ้น และทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นนั้น กรมจะต้องกระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอยเงินเหล่านี้เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบให้ได้

นอกจากนี้ กรมมีแผนจะผลักดันตลาดชุมชน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2559 จะต้องมีตลาดชุมชนมาเป็นพันธมิตรกับกรมเพิ่มเป็น 77 แห่งในเดือน ก.ย.นี้ เพราะอย่างน้อยตลาดจะเป็นแหล่งที่เกษตรกรสามารถวางขายสินค้าได้และมีคนเข้ามาจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งจะมีแผนกระตุ้นบริโภคให้เพิ่มขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมในการรณรงค์ เช่น การรณรงค์บริโภคข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าคนไทยห่างหายจากเรื่องนี้มานาน

“เราคิดกันว่ารับประทานข้าวทุกวัน แต่จริงๆ หากไปดูพฤติกรรมคนในปัจจุบันจะพบว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จะเห็นได้ว่ามีการรับประทานอาหารมาจากต่างชาติมากขึ้น และวัฒนธรรมต่างชาติไม่ได้ใช้วัตถุดิบข้าวซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำ ส่วนสินค้าตัวอื่นๆ จะผลักดันให้มีการจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งการกระตุ้นบริโภคด้วยการผลักดันผ่านตลาดชุมชน” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันลดลดต่อเนื่องและทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆลดตามลงตาม การเข้าต้องเข้าไปดูแลราคาสินค้าก็ยังสิ่งที่มีความจำเป็นอยู่ โดยในช่วงเดือน ม.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งกรมจะมีการทบทวนบัญชีสินค้าและบริการควบคุมและบัญชีสินค้าติดตามดูแลประจำปี 2559 เช่น จะมีการเสนอให้เพิ่มรายการสินค้าเกษตรเข้าไปในบัญชีควบคุมเพิ่มเติม

“เป้าหมาย คือ เราต้องการดูแลราคาสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร เนื่องจากเป็นสินค้าที่น่าห่วงจากความผันผวนทางด้านราคา จึงอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการออกราคาแนะนำมาช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ เพราะว่าในช่วงที่สินค้าเกษตรผลผลิตออก มากๆ เกษตรกรจะมีปัญหาในเรื่องของราคา จึงต้องเพิ่มสินค้าเกษตรบางชนิดเป็นสินค้าควบคุม เพื่อที่กรมจะได้มีมาตรการดูแลเกษตรกรและผู้บริโภคได้ แต่รายการที่เพิ่มเข้ามาใหม่จะเพิ่มเท่าที่จำเป็นเท่านั้น” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

ขณะที่การดูแลราคาสินค้าอุตสาหกรรมนั้น วิบูลย์ลักษณ์ เชื่อว่าในปี 2559 ราคาสินค้าอุตสาหกรรมจะมีปัญหาน้อยกว่าสินค้าเกษตร เพราะราคาน้ำมันลดลง จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมาก แต่กรมจะติดตามต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพราะขอความร่วมมือสินค้าให้ปรับลดราคาลงมาสอดคล้องกับต้นทุน ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นมีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต ตรงนี้กรมมีสูตรคำนวณอยู่แล้ว หากสินค้ารายการใดมีปัญหาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และจะขอปรับราคาก็ต้องมาว่ากันด้วยเหตุผล แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวต่ำ ทำให้ราคาสินค้าจะไม่หวือหวามากนัก

“สิ่งที่ต้องทำ คือ การเดินตลาดมากขึ้น โดยเมื่อต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มไม่มาก พ่อค้าแม่ค้าก็น่าจะขายราคาเดิม แต่ทุกๆ คนก็อยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะมีรายจ่ายอย่างอื่นมากขึ้น เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากขึ้น ค่าจ้างลูกจ้างมากขึ้น เขาก็อยากจะมีกำไรมากขึ้น ซึ่งกรมจะต้องไปติดตามสถานการณ์ และตรงนี้คืองานที่กรมต้องดูแลอย่างใกล้ชิด” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

สำหรับการแก้ภาพลักษณ์ของกรมการค้าภายใน ที่ได้รับแรงกดดันจากสังคมว่าราคาสินค้าไม่ได้ลดตามต้นทุนน้ำมันที่ปรับลดลงนั้น วิบูลย์ลักษณ์ บอกว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริง จะพบว่าน้ำมันไม่ได้มีสัดส่วน 100% ของต้นทุนในการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น สินค้าอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะพึ่งพากระแสไฟฟ้าในการผลิต และหากใช้วัตถุดิบนำเข้าก็จะต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะค่าเงินบาทอ่อน ฉะนั้นต้นทุนสินค้าจริงๆ ก็ลดไม่มาก

ส่วนภาคขนส่งต้นทุนในกลุ่มที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงนั้น ค่าบริการขนส่งคงจะลดลงไม่มากนัก เพราะไม่มีการลดราคาเอ็นจีวี ขณะที่กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีสัดส่วน 60% ของภาคขนส่งทั้งหมด จะพบว่าน้ำมันดีเซลลด 1 บาท จะมีผลต่อต้นทุนการผลิตเพียงแค่ 12% หรือ 12 สตางค์เท่านั้น

วิบูลย์ลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า “การดูแลราคาสินค้าในปี 2559 คงไม่มีอะไรหนักใจ แต่เหนื่อยแน่นอน ที่เหนื่อยคือต้องดูแลมากขึ้น ยิ่งสินค้าไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมในการขึ้นราคา แต่ผู้ค้าก็ยังจะมีความรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายของเขามากขึ้นในส่วนอื่นๆ ก็อยากจะมีกำไรมากขึ้น จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่อย่างน้อยก็ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ มีการติดตามดูแลก็ได้รับความร่วมมือ เพราะเมื่อต้นทุนไม่เพิ่ม ค่าขนส่งสินค้าไม่เพิ่ม ปลายทางต้องไม่เพิ่มเช่นกัน”

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี