
สินเชื่อบ้าน-สินเชื่อบริโภค แชมป์หนี้ครัวเรือนปี’59
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่เคยสร้างปัญหาฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่เคยสร้างปัญหาฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปี 2559 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามีโอกาสขยับขึ้นแตะระดับ 83-84% ต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หากจีดีพีขยายตัว 3% หรือเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกับปี 2558 ที่เพิ่มขึ้นราว 5-6%
สินเชื่อที่เป็นตัวนำการเติบโตของหนี้ครัวเรือนยังคงกระจุกใน 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 จะยังได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และสอดคล้องกับยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2559 ที่มีโอกาสประคองการเติบโตไว้ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ให้สินเชื่อดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
สำหรับสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ที่มีแรงหนุนจากความต้องการใช้เงินของกลุ่มครัวเรือนรายได้กลางลงล่าง เพื่อตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เคยมีบทบาทค่อนข้างมากในช่วงหลายปีก่อน น่าจะยังคงเติบโตจำกัด เนื่องจากอยู่ในภาวะพักฐานสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังคงหดตัวลง
ทั้งนี้ แม้ว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะมีแนวโน้มขยับขึ้น แต่การเติบโตของหนี้ครัวเรือนไทยยังคงชะลอความร้อนแรงลงเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (ค่าเฉลี่ยปี 2553-2557 เท่ากับ 13.5%) จากหลายปัจจัยกดดัน ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้สะสมซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง-ล่าง (รายได้ราว 1.5-5 หมื่นบาท) ซึ่งเป็นเป้าหมายการขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินส่วนใหญ่ในช่วงก่อน ทำให้ความต้องการก่อหนี้ใหม่อยู่ในระดับที่จำกัด ขณะที่สถาบันการเงินคงมุ่งไปที่กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนมากขึ้น เนื่องจากยังมีความสามารถในการก่อหนี้เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นในการก่อหนี้ใหม่ของภาคครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้สะสมไม่สูงนัก ยังผูกโยงกับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งคงขึ้นอยู่กับโมเมนตัมของภาคส่งออกและความก้าวหน้าของภาครัฐ และกว่าจะเห็นภาพชัดคงก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2559 และสถาบันการเงินคงใช้นโยบายเครดิตที่ระมัดระวังต่อเนื่องจากปี 2557-2558 เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนหนี้ของผู้กู้ และลดทอนปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนค่อนข้างกังวล โดยการเติบโตที่ชะลอลงของหนี้ครัวเรือนน่าจะเป็นผลบวกต่อเสถียรภาพของการเงินภาคครัวเรือนในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมคงยังเป็นโจทย์ระยะกลาง-ยาวที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นช้ากว่า อาจกดดันต่อการบริโภคและกำลังซื้อของภาคครัวเรือนในอนาคต และส่งผลเชื่อมโยงไปถึงรายได้ของผู้ประกอบการที่พึ่งพิงกำลังซื้อในประเทศ
อีกทั้งแต่ละกลุ่มครัวเรือนยังมีโจทย์เฉพาะหน้าที่แตกต่างกันไป อาทิ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและภัยแล้งที่กดดันรายได้ของครัวเรือนภาคการเกษตร และปัญหาการลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) ที่กระทบต่อกลุ่มลูกจ้างประจำ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะวกกลับมาเป็นโจทย์ของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการเงินที่จะต้องระมัดระวังการก่อหนี้ที่เกินศักยภาพในการชำระคืน เพื่อบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และทางการที่จะต้องมุ่งสร้างวินัยทางการเงินให้กับภาคครัวเรือน พร้อมทั้งยกระดับการออมซึ่งช่วยสร้างกันชนทางการเงินให้กับครัวเรือนไทยได้ในระยะยาว
สำหรับหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 3/2558 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานมา ยังคงปรับเพิ่มขึ้น โดยแตะที่ระดับ 10.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.16 แสนล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 81.1% ต่อจีดีพี เทียบกับระดับ 80.7% ต่อจีดีพี ในไตรมาส 2/2558 และ 79.8% ต่อจีดีพี ในสิ้นปีก่อน







