
ปัญหาประกันชีวิต
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหวังที่จะมีสุขภาพดี หรือมีใครก็ได้ที่คอยดูแล หรือมีเงินก้อนที่จะใช้รักษาตัว เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่อยากให้ลูกหลานต้องเป็นภาระ
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหวังที่จะมีสุขภาพดี หรือมีใครก็ได้ที่คอยดูแล หรือมีเงินก้อนที่จะใช้รักษาตัว เมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่อยากให้ลูกหลานต้องเป็นภาระ
การทำสัญญาประกันชีวิตจึงเป็นตัวเลือกของผู้สูงอายุ ที่ต่างหวังว่าเมื่อทำสัญญาประกันชีวิตแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล บริษัทประกันชีวิตจะคอยดูแล หรือมีเงินก้อนให้ลูกหลานได้ใช้ หากเสียชีวิตลง
ยิ่งบางบริษัทมีการโฆษณาว่า “โทรหาเราเลยที่...ไม่ต้องตอบปัญหาสุขภาพ” ก็ยิ่งทำให้ผู้สูงวัยหลายคนไม่ลังเลตัดสินใจที่จะทำประกันชีวิต ทั้งๆ ที่บางคนในขณะที่เข้าทำสัญญามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่เมื่อดูโฆษณาก็มีความเข้าใจว่า การมีสุขภาพดีหรือไม่? ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการทำประกันชีวิต
จุดขายที่บริษัทประกันชีวิตนำเสนอ หากมองเพียงผิวเผินอาจทำให้ผู้เอาประกันเข้าใจว่า บริษัทไม่ถือเรื่องสุขภาพเป็นสาระสำคัญ แม้ผู้เอาประกันจะรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคลมชัก เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง เมื่อกรอกแบบสอบถามที่ให้แถลงว่า ผู้ทำประกันมีสุขภาพดีหรือไม่ ก็จะตอบคำถามไปว่ามีสุขภาพดี จนทำให้มีการรับประกันชีวิตในที่สุด
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้เอาประกัน เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผู้ทำประกันชีวิตหรือผู้รับประโยชน์จะเรียกร้องเงินตามสัญญาประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตจะปฏิเสธการจ่ายเงินและบอกเลิกสัญญาประกันชีวิต โดยอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ เพราะผู้เอาประกันปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ และปัญหาสุขภาพของตนเอง ตอนที่ทำสัญญาประกันชีวิต
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ผู้เอาประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องบอกความจริงเกี่ยวกับสุขภาพ (หากว่าทราบ) ให้บริษัทประกันภัยทราบตั้งแต่ตอนทำสัญญาประกันชีวิตตามหลักกฎหมาย เรื่องหลักสุจริตและหน้าที่เปิดเผยความจริง ซึ่งคนทั่วไปจะไม่ทราบถึงข้อกฎหมายนี้
บริษัทประกันชีวิตมีสิทธิเลิกสัญญากรณีที่ไม่เปิดเผยความจริง หรือแถลงเท็จเรื่องสุขภาพดังกล่าว ภายใน 1 เดือนนับแต่ทราบ หรือภายใน 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา แต่ในทางปฏิบัติบริษัทจะบอกเลิกสัญญาภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทำสัญญา
หากบริษัทประกันชีวิตใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้รับประโยชน์หรือทายาทของผู้เสียชีวิต จะได้รับเงินเบี้ยประกันชีวิตที่ส่งไปแล้วคืนทั้งหมด และดอกเบี้ยอีกประมาณ 2% ซึ่งใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ แต่ผู้รับประโยชน์หรือทายาทมักจะคาดหวังที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิต เพราะจะเป็นเงินจำนวนที่มากกว่า เมื่อไม่ได้ตามที่คาดหวัง ก็จะมีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกลวง
ขณะที่บริษัทประกันชีวิตจะได้ประโยชน์จากการที่บุคคลทั่วไปไม่รู้ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย และก็เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ทั้งๆ ที่มีบทความและข่าวแจ้งเตือนมาเป็นระยะๆ
ในที่สุดเมื่อ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คนใหม่ ได้แถลงนโยบายซึ่งมีส่วนสำคัญ คือปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย โดยคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยง ตลอดจนแก้ไขปัญหาการประกันชีวิตผู้สูงอายุ โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ
นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเสียที จึงขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านทำงานประสบผลสำเร็จด้วยดี







