posttoday
Investment พระเอกเศรษฐกิจในปีใหม่ 2559

Investment พระเอกเศรษฐกิจในปีใหม่ 2559

29 ธันวาคม 2558

ก่อนอื่นผมต้องขออวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดปีใหม่ และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและติดตามคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของธนาคารออมสินในการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน การออม ให้กับประชาชน ซึ่งในปี 2558 ธนาคารออมสินเองได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างมากในปีนี้

ก่อนอื่นผมต้องขออวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดปีใหม่ และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและติดตามคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของธนาคารออมสินในการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน การออม ให้กับประชาชน ซึ่งในปี 2558 ธนาคารออมสินเองได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างมากในปีนี้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ก็สามารถประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจหดตัวได้อย่างน่าชื่นชม อีกทั้งยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจให้กลับมาดีขึ้น ด้วยการส่ง Package กระตุ้นเศรษฐกิจลงพื้นที่ต่อเนื่อง รวมถึงความสำเร็จของการประมูลคลื่น 4จี ที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับแผ่นดินเป็นจำนวนเงิน 232,730 ล้านบาท ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงเป็นสถิติใหม่ของโลก

ดังนั้น ผมคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 3 และจะขยายตัวต่อเนื่องอย่างน้อยร้อยละ 4 ในปีหน้า โดยมีเครื่องยนต์สำคัญที่จะเป็นพระเอกเศรษฐกิจคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งทางด้านการคมนาคมขนส่ง โครงข่ายเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystems) เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ทั้งด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ และเศรษฐกิจดิจิทัล ให้กับธุรกิจและบริการขยายผ่านโครงข่ายข้างต้น ทั้งในรูปแบบของ Localization และ Urbanization

จากภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจดังกล่าว ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจประเทศเราจะเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เพราะจากสถิติเศรษฐกิจที่ผมจะนำเสนอในบทความนี้พบว่า ทุกครั้งที่ประเทศไทยมีการลงทุนขนาดใหญ่จะสามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศขยายตัวอยู่ในระดับสูงและต่อเนื่อง ดังเช่นในช่วงปี 2536-2539 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 7.3 ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนมีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.04 ต่อปี โดยเฉพาะโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก ทั้งท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด และแหลมฉบัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ส่งผลให้ภาคการผลิตและการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องมากว่า 2 ทศวรรษ และหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้มีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคอีกเลย

จะเห็นได้จากสัดส่วนของการลงทุนในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่เหลือเพียงร้อยละ 25.54 ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP เหลือเพียงร้อยละ 3.3 และสัดส่วนการลงทุนในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เหลือเพียงร้อยละ 26.25 และส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP เหลือเพียงร้อยละ 2.9 ครับ

ปัจจุบันรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจได้ดำเนินการผลักดันเมกะโปรเจกต์ต่างๆ มากกว่า 20 โครงการ เป็นเงินลงทุนมากถึง 2.86 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทยอยดำเนินการระหว่างปี 2559-2560 ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 12 เท่านั้น เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2564 จะมีเม็ดเงินลงทุนทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากถึง 19.47 ล้านล้านบาท ถือว่าการลงทุนเป็น Megatrend ของประเทศ เพราะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันหลักของประเทศ (Core Competency) ในด้านต่างๆ เช่น ระบบการคมนาคมและขนส่ง ระบบพลังงานทดแทน ระบบการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม และการพัฒนาระบบการชำระเงิน (National e-Payment)

ดังนั้น เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและแสวงหาความรู้เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุน บางท่านอาจตกใจว่าจะหาเม็ดเงินจำนวนมากจากที่ไหนมาลงทุน เรื่องนี้ผมเองคลุกคลีอยู่กับนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรงครับ และไม่ทำให้วินัยทางการคลังสุ่มเสี่ยง สบายใจได้แน่นอนครับ เพราะปัจจุบันมีเครื่องมือในการระดมทุนมากมาย ทั้งการร่วมทุนภาคเอกชน (PPP) การระดมทุนจากตลาดต่างๆ ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดพันธบัตรและการลงทุนทางตรง เช่น การจัดตั้ง Private Equity Fund, Venture capital fund, Infrastructure Fund รวมถึง Nation REIT ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาสู่ระบบการเงินของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ของเรา

ผมเองจึงมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจปีนี้เป็นจุดต่ำสุดแล้ว และปีหน้าจะขยายตัวได้ในอัตราที่สูงเพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ด้วยกัน และจะเป็นการลงทุนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถหลัก (Core Competency) ของประเทศในรูปแบบต่างๆ อย่างแท้จริง

ผมคิดว่าเราผ่านระยะของการสร้างความเชื่อมั่นในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มาแล้วอย่างราบรื่น มีสัญญาณในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุนอย่างชัดเจน ขอให้ปี 2559 นี้เป็นปีที่พวกเราทุกคนมุ่งมั่นในการเสริมสร้างและพัฒนาให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นทัดเทียมกับนานาชาติ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ สวัสดีปีใหม่ 2559 ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท