
ลิทเทิลส์ คอฟฟี ปรับโฉมกาแฟบ้านสู่ตลาดโลก
การสานต่อธุรกิจครอบครัวอาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับธุรกิจ “ลิทเทิลส์ คอฟฟี” แล้ว การสืบทอดธุรกิจนับเป็นทั้งเรื่องน่ายินดีและเป็นความท้าทายไปพร้อมกันสำหรับ “วิลล์ ลิทเทิล” ทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปในอังกฤษ
การสานต่อธุรกิจครอบครัวอาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับธุรกิจ “ลิทเทิลส์ คอฟฟี” แล้ว การสืบทอดธุรกิจนับเป็นทั้งเรื่องน่ายินดีและเป็นความท้าทายไปพร้อมกันสำหรับ “วิลล์ ลิทเทิล” ทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปในอังกฤษ
ความน่าสนใจของ ลิทเทิลส์ คอฟฟี เป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยกลยุทธ์การ“รีแบรนด์” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบธุรกิจมักนำมาใช้ เนื่องจากเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ง่าย
ธุรกิจกาแฟผงสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ ลิทเทิลส์ คอฟฟี เป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งตั้งอยู่ในอังกฤษ โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งวิลล์และภรรยา แคโรไลน์ ได้รับช่วงเข้ามาบริหารงานต่อหลังจากก่อตั้งได้ 5 ปี
เมื่อกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของลิทเทิลส์ คอฟฟี นั้น เกิดจากการที่วิลล์และครอบครัวเดินทางจากฟินแลนด์ เพื่อไปใช้เวลาช่วงหน้าหนาวร่วมกันในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ โดยในปี 1980 เป็นช่วงที่แคลิฟอร์เนียกำลังโหยหาศิลปะและความรื่นรมย์ในชีวิตกันอีกครั้ง เป็นเหมือนยุคเรอเนสซองซ์ของที่นั่น ทำให้เกิดกระแสความนิยมในการผลิตอาหารแบบดั้งเดิมขึ้น ที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาประกอบอาหาร
นอกจากนี้ ยังค้นพบว่าผู้คนส่วนใหญ่มักใช้วัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสตามธรรมชาติ อาทิ กลิ่นรสวานิลลาในกาแฟ ทำให้ได้รสชาติที่แปลกไปจากเดิม
เมื่อวิลล์และครอบครัวเดินทางกลับมายังฟินแลนด์ได้ 1 ปี พ่อและแม่ของวิลล์ได้ซื้อเครื่องอบแห้งเมล็ดกาแฟ และคิดค้นรสชาติกาแฟใหม่ขึ้น
เมื่อวิลล์อายุ 11 ขวบ ครอบครัวลิทเทิลได้ตัดสินใจย้ายจากฟินแลนด์ไปอยู่ที่อังกฤษ โดยในปี 1999 พ่อของวิลล์พบว่าผู้คนส่วนใหญ่ในขณะนั้นดื่มกาแฟผงสำเร็จรูป รวมทั้งครอบครัวลิทเทิลเองยังชื่นชอบรสชาติจากเมล็ดกาแฟด้วย
ดังนั้น จึงเป็นการเริ่มต้นสำหรับการคิดค้นรสชาติกาแฟครั้งใหม่ ราวปี 2002 พ่อของวิลล์ยังค้นพบแหล่งจำหน่ายกาแฟอบแห้ง ทำให้ไม่กี่ปีต่อมาจึงเปิดเป็นบริษัทเล็กๆ ในครอบครัวเพื่อทำกาแฟผงสำเร็จรูปรสชาติใหม่
วิลล์ได้เข้ามามีส่วนในธุรกิจผลิตกาแฟของครอบครัว หลังจากทำงานในกรุงลอนดอนได้ 2 ปี โดยเข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งกราฟฟิกดีไซน์ การสื่อสารการตลาดและโฆษณา ซึ่งจากการทำงานทำให้วิลล์ทราบถึงความก้าวหน้าของธุรกิจครอบครัว และค้นพบทักษะใหม่ในการคิดค้นรสชาติกาแฟ
ส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปมักรับกาแฟมาจากชาวอังกฤษ และเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอกับวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำ โดยในการคั่วต้องใช้เมล็ดกาแฟถึง 3 กิโลกรัม ในการแปรรูปมาเป็นกาแฟผงสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม ดังนั้น ผู้ผลิต ส่วนใหญ่จึงมักใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำและราคาถูก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ลิทเทิลส์ คอฟฟี แตกต่างจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ คือการใช้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพดีกว่า รวมทั้งปริมาณเมล็ดกาแฟที่ใช้ในการคั่วยังมากกว่าด้วย
นอกจากนี้ วิลล์และแคโรไลน์ ลิทเทิล ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตธุรกิจกาแฟผงสำเร็จรูปที่นำการ “รีแบรนด์” มาใช้ ด้วยการนำเอาเอกลักษณ์ของการทำธุรกิจในอดีต มาผสมผสานกับการทำธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ลิทเทิลส์ คอฟฟี มีการรีแบรนด์ในเดือน พ.ย. และตัดสินใจผลิตสินค้าใหม่ในเดือน เม.ย. และขอการสนับสนุนจากตัวแทนบริษัทสร้างสรรค์แบรนด์สินค้า อย่าง “ดิส เวย์ อัพ” ด้วยความต้องการสื่อสารผลิตภัณฑ์และเล่าเรื่องราวของแบรนด์ลิทเทิลส์ คอฟฟี โดยบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปมือ 2 มืออยู่ข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือกันของวิลล์และแคโรไลน์ ลิทเทิล รวมทั้งความสำคัญในการทำงานของทายาทรุ่นที่ 2 ได้เป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงของทายาทรุ่น 2 ยังมุ่งไปที่กลยุทธ์การส่งออกควบคู่กันไปด้วย โดยเน้นที่กลุ่มเป้าหมายในรัสเซียและเกาหลีใต้ เนื่องจากประชากรเกาหลีใต้นิยมดื่มกาแฟเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายเพื่อจำกัดร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในรัสเซีย กาแฟเป็นที่นิยมอย่างมากในกรุงมอสโก และผู้คนต่างมองหาผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ
แม้ ลิทเทิลส์ คอฟฟี ยังเป็นเพียงธุรกิจขนาดเล็ก โดยปี 2014 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการ 7 แสนปอนด์ (ราว 37 ล้านบาท) โดยเติบโตอย่างน้อย 15% แต่ทุก 2 ปี บริษัทคาดหวังว่าจะได้ผลประกอบการมากกว่าเดิม 2 เท่า
ความท้าทายสำหรับวิลล์ในการเข้ามารับช่วงต่อกิจการครอบครัวในรุ่นที่ 2 ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ อย่างแนวทางในการสื่อสารที่แตกต่างเมื่อต้องประสานงานกับสมาชิกในครอบครัว
“บางครั้งการทำงานร่วมกับครอบครัวเป็นเรื่องที่ดี หรือบางทีก็นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเช่นกัน” วิลล์ กล่าว







