
ทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังหนุนเงินบาทอ่อน
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36-36.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกรอบเดิมเหมือนกับสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากไม่มีปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ หลังตลาดการเงินผ่อนคลายลงจากการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว และกิจกรรมการซื้อขายน่าจะเบาบางในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจที่ควรจับตามองจากต่างประเทศมีเพียงแค่ดัชนีราคาบ้านของสหรัฐ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (ประกาศในวันศุกร์) ส่วนปัจจัยในประเทศรอติดตามการรายงานตัวเลขการส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์และตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ย. ของ ธปท. ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะส่งผลต่อค่าเงินบาทมากนัก
สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อน ไหวแข็งค่าขึ้น โดยเปิดตลาดที่ระดับ 36.15 และแข็งค่าตามสกุลเงินเอเชีย หลังตัวขับเคลื่อนหลักของตะกร้าสกุลเงินเอเชียอย่างเงินหยวนปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ บวกกับนักลงทุนส่วนใหญ่ผ่อนคลายความกังวลลงหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณชัดเจนว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้มีการขายทำกำไรในเงินเหรียญสหรัฐก่อนเข้าสู่วันหยุดช่วงปลายปี จึงเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นในกรอบแคบกว่าปกติระหว่าง 36.00-36.18 ก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 36.05 ช่วงท้ายสัปดาห์
และสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ของ ธปท. โดยประเมินว่าจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัวสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 2.8% จากประมาณการในเดือน ก.ย.ที่ 2.7% เนื่องจากการลงทุนของภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่การส่งออกยังเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยคาดว่าสูงขึ้นถึง 5.5% จากประมาณการเดิมที่ ลบ 5%
สำหรับปีหน้า ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.5% (ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 3.7%) โดยตัวขับเคลื่อนหลักยังมาจากการลงทุนของภาครัฐและจะนำร่องให้ภาคเอกชนเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักที่ยังอ่อนแออาจกระทบต่อภาคการส่งออกและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอยู่ ภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดปีหน้านั้น ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไทย จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม 1.5% ได้ตลอดปีหน้า โดยค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าสหรัฐและแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นอีก 2-3 ครั้งในปีหน้า
ด้านเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0861 ปรับแข็งค่าตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ ตามการโน้มอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ที่นักลงทุนมีการขายเพื่อทำกำไรและนักลงทุนยังรอติดตามการเมืองของสเปน ที่พรรคของรัฐบาลปัจจุบันชนะการเลือกตั้งแต่ครองเสียงข้างมากไม่ได้ต้องรอตั้งรัฐบาลผสม จึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยูโรโซนได้ในระยะต่อไป แต่ปัจจัยดังกล่าวไม่ถูกกดดันให้ยูโรอ่อนค่าลง เนื่องจากมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทั้งตัวเลขจีดีพี (รายงานครั้งที่ 3 อยู่ที่ 2% QoQ จากไตรมาส 2 ที่ 3.9% QoQ) ยอดซื้อบ้านมือสอง ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และรายได้ชาวอเมริกัน บวกกับยุโรปปิดทำการในวันคริสต์มาส กิจกรรมการซื้อขายเบาบาง เงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบแคบปิดตลาดที่ระดับ 1.0949
ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 121.21 และทยอยแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ตามการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐเป็นสำคัญ สัปดาห์นี้เงินเยนแข็งค่ามากที่สุดที่ระดับ 120.72 หลังยอดซื้อบ้านมือสองของสหรัฐออกมาหดตัวมากกว่าคาดที่ ลบ 10.5% MoM (ตลาดคาด ลบ 0.2% MoM) ช่วงท้ายสัปดาห์ก่อนตลาดสหรัฐปิดทำการในวันคริสต์มาสเงินเหรียญสหรัฐปรับอ่อนค่าลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อเทียบกับเงินเยน และก่อนจบสัปดาห์เงินเยนมาอยู่ที่่ระดับ 120.31
ขณะที่ภาวะการลงทุนในตลาดพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ตลาดแรกของบริษัทต่างๆ อาทิ หุ้นกู้ของบริษัท ริซี่ เพลส 2002 เสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.60% มูลค่า 300 ล้านบาท หุ้นกู้บริษัท ทุนธนชาต ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ A+ รุ่นอายุ 2.1 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.96% มูลค่า 500 ล้านบาท และในตลาดรองนักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นกู้รุ่นอายุ 1-2 ปี ทำให้อัตราผลตอบแทนลดลงเล็กน้อย







