
มุมมองเศรษฐกิจปี 2559 : สหรัฐ
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐก็ได้มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตรา 0.25% ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบหลายปี ทำให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายทางการเงินของยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐได้สิ้นสุดลง หลังจากที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินตลาดทุนในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยจากการแถลงข่าว ได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจว่า เศรษฐกิจสหรัฐนั้นแข็งแกร่งเพียงพอแล้วที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทันทีตอบรับกับมุมมองที่สดใสของธนาคารกลางสหรัฐต่อเศรษฐกิจสหรัฐนอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถปรับดอกเบี้ยขึ้นได้อีก 1% ในช่วงปี 2559 โดยการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2559 อยู่ที่ 2%
ในปี 2559 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ 2.5% จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญที่จะต้องจับตามองสำหรับปีหน้ามีดังนี้
1.อัตราเงินเฟ้อที่อาจจะปรับตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นเร็วหลังจากอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง (แรงงานมีจำกัดมากขึ้น ค่าแรงจึงต้องปรับเพิ่ม) ทำให้อัตราดอกเบี้ยอาจต้องปรับขึ้นเร็วกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลกระทบตลาดหุ้นให้มีการปรับฐานระยะสั้นได้
2.นโยบายการเงินและมุมมองทางเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐในปีหน้าจะยังคงมีผลกระทบมากต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และค่าเงินดอลลาร์ โดยหากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศเพราะกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่จะส่งผลลบต่อกำไรของบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ
3.การรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีความเข้มข้นมากขึ้นในปีหน้า และผู้สมัครจะต้องออกนโยบายมาเพื่อเรียกคะแนนเสียงมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีนโยบายบางอย่างที่ส่งผลกระทบ (ทั้งด้านบวกและด้านลบ) ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มได้ อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วกับธุรกิจเฮลท์แคร์ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา
คำแนะนำสำหรับการลงทุนในหุ้นสหรัฐยังคงเป็นการถือตามเกณฑ์ปกติในระยะสั้น เพื่อรอจังหวะตลาดปรับฐาน จึงเข้าลงทุนเพิ่มเติมและปรับน้ำหนักมาเป็นการถือสูงกว่าเกณฑ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว







