
BeSilk เปิดตลาด ชุดแต่งงานไทยประยุกต์
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงอย่างมากในช่วงปลายปี คือธุรกิจแต่งงาน เพราะบรรดาคู่รักจะนิยมจัดงานกันในช่วงนี้ มีการประเมินว่าธุรกิจแต่งงานมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท และขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจงานแต่งงาน ที่มีไอเดีย สร้าง สรรค์การออกแบบแปลกใหม่คือ แบรนด์ “Be Silk” ได้ดีไซน์ชุดไทยประยุกต์แบบใหม่ขึ้นมา
“ปริณ ไพสุนทรสุข” ผู้ร่วมก่อตั้งร้านชุดแต่งงานไทยประยุกต์ “Be Silk” เปิดเผยว่า ตลาดชุดงานแต่งงานในประเทศไทยมีการแข่งขันรุนแรง และมีแบรนด์จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะแข่งขันในตลาด
ชุดงานแต่งงานสีขาว ส่วนตลาดชุดงานแต่งงานที่เป็นชุดไทยนั้น ยังไม่มีชุดไทยแบบประยุกต์ ประกอบกับคุณแม่ “จิรพร ไพสุนทรสุข” ที่เชี่ยวชาญการทำชุดผ้าไทยมาหลายปี จึงจุดประกายการสร้างแบรนด์ ชุดแต่งงานไทยแบบประยุกต์ขึ้นมาเป็นรายแรก
การออกแบบชุดไทยประยุกต์ ที่ได้ออกแบบใหม่และดีไซน์เองทั้งหมด พร้อมกับมุ่งให้ความสำคัญคุณภาพของสินค้า ตั้งแต่การเลือกผ้า ที่เลือกผ้ามาตัดเย็บเอง การปักเย็บในงานผ้าที่ทำเอง รวมถึงการวาดลวดลายบนผ้าที่เป็นสไบเป็นชุดไทย ออกแบบลวดลายใหม่ ทำให้ได้ชุดที่มีเอกลักษณ์และมีความสวยงาม มีสไตล์ของแบรนด์ที่ชัดเจน ถือเป็นเสน่ห์ของแบรนด์
“ก่อนหน้านี้ทำงานประจำเป็นที่ปรึกษามาหลายปี ตัวเองเรียนจบวิศวฯ พลังงาน ส่วนคุณพ่อก็เกษียณอายุงาน ส่วนคุณแม่เดิมทีก็ทำชุดผ้าไทยมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด ทำมาหลายปี คุณแม่จบด้านเสื้อผ้าโดยตรงจากสถาบันระพี และพรศรี 2 สถาบันชื่อดัง ทำให้เราเห็นว่า อยากมีกิจการเพื่อให้พ่อแม่ได้ร่วมทำ จึงเกิดเป็นธุรกิจของครอบครัวคือ ชุดไทยแบบประยุกต์” ปริณ กล่าว
สินค้าจะมีทั้งชุดเจ้าบ่าวและชุดเจ้าสาว ชุดเพื่อนเจ้าบ่าว และเพื่อนเจ้าสาว โดยจะให้บริการตั้งแต่ให้เช่าชุด และการสั่งตัดชุดเอง ที่ลูกค้าจะเริ่มรู้จัก จากการเห็นชุด ในออนไลน์ ที่เป็นชุดเพื่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาว จึงเกิดการบอกปากต่อปาก หลังจากนั้นชุดเจ้าสาวและชุดเจ้าบ่าวก็เริ่มเป็นที่รู้จัก จึงมียอดลูกค้าใช้บริการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ร้านยังให้บริการแนะนำแก่ลูกค้า ทุกคนอย่างใกล้ชิด เปรียบเหมือนการให้คำแนะนำแก่เพื่อน
ปริณ กล่าวต่อว่า กระแสความนิยมของกลุ่มลูกค้า ที่ใส่ชุดไทยในงานแต่งงานมีสูงมาก ทั้งลูกค้าคนไทย และต่างชาติ รวมถึงยังมีลูกค้าที่มีคู่รักเป็นต่างชาติ หันมาใส่ชุดไทยทั้งงานช่วงเช้าและเย็นมากขึ้น เพราะลูกค้าจะไม่เคยเห็นชุดแต่งงานแบบไทยมาก่อน และมีความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์
“เริ่มลงทุนทำธุรกิจด้วยเงินลงทุน 2 แสนบาท ทำชุดไทยขึ้นมาจำนวนหนึ่ง โดยใช้ช่องทางการตลาดทางเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ ซึ่งในช่วง 100 ไลค์แรก ได้มาด้วยความยากลำบากมาก แต่ถึงเพจจะมีคนไลค์จำนวนหนึ่งแล้ว แต่เรายังไม่มีสไตล์ตัวเองที่ชัดเจน ยังจับแนวทางไม่ถูก ทำให้ช่วงเวลา 6 เดือนแรก ไม่มีลูกค้าจองชุดเจ้าสาวเลย ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาดูบ้างแต่ยังไม่โดนใจ จึงเริ่มท้อมีความคิดว่าจะเลิกทำขายชุดทิ้ง แต่ก็สู้ และเริ่มศึกษาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จนพบว่ามีแต่แบรนด์ที่ทำชุดไทย แต่ไม่มีชุดไทยแบบประยุกต์ ทำให้สร้างชุดไทยแบบประยุกต์ขึ้นมาเป็นรายแรก” ปริณ กล่าว
ทั้งนี้ การทำตลาดจะผ่านออนไลน์ www.facebook.com/besilkthai และเว็บไซต์ www.besilkthai.com รวมทั้งมีหน้าร้าน Be Silk บริเวณพหลโยธิน 49 ซึ่งนอกจากชุดไทยที่แบรนด์เชี่ยวชาญแล้ว ก็ยังมีชุดเจ้าสาวที่เป็นสีขาวให้บริการแก่ลูกค้าที่สนใจด้วย
ปริณ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้ดีในการทำธุรกิจชุดแต่งงานคือ การบริหารสต๊อกสินค้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระต้นทุนของร้าน และการวางแผนด้านการเงินให้เหมาะสม เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะนิยมแต่งงานตามเดือนคู่ ตามปีปฏิทินของประเทศไทย ซึ่งเดือนที่ได้รับความนิยมสูง จะเป็น ม.ค. มี.ค. และเดือน พ.ย. ดังนั้นในช่วงดังกล่าวที่มีลูกค้าจำนวนมาก อีกทั้งยังมีปัญหาที่มีร้านอื่นมาลอกเลียนแบบชุดด้วย แต่ไม่สามารถเลียนแบบได้หมด เพราะแพตเทิร์นของชุดในร้านมีเอกลักษณ์ชัดเจน และผ้าของร้านก็มีจุดเด่น
ระยะต่อไป เตรียมขยายสินค้ากลุ่มใหม่ไปยังสินค้าที่เกี่ยวกับผ้าไทย ที่เป็นของที่ระลึกในงานแต่งงาน ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อน รวมถึงขยายแบบชุดไทย และเพิ่มการออกแบบ เชื่อมั่นว่า การสร้างความแตกต่าง และการเน้นดีไซน์ มุ่งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จะสร้างธุรกิจโตได้ยั่งยืน โดยผลการทำแบรนด์ Be Silk มากว่า 2 ปี ก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง







