posttoday
รุ่นใหม่ซีลิคคอร์พ พัฒนา‘กาว’รุกส่งออก

รุ่นใหม่ซีลิคคอร์พ พัฒนา‘กาว’รุกส่งออก

25 ธันวาคม 2558

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การสานต่อธุรกิจถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ที่จะกำหนดชะตาบริษัทว่าจะเติบโตได้ยั่งยืนแค่ไหน หากผู้สานต่อเข้าใจธุรกิจและรู้จักนำแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาธุรกิจ ก็มีโอกาสที่ธุรกิจนั้นจะขยายตัวได้ไกลกว่าในอดีต

เอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ ผู้ผลิตกาวอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เริ่มเข้าช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งในเวลานั้นมีคุณพ่อและคุณอา รวมถึงผู้ใหญ่ในบริษัทดูแลและบริษัทก็เดินหน้าได้ดี ธุรกิจโตต่อเนื่อง แต่เนื่องจากคุณพ่อต้องการทำมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) จึงขอให้มาช่วยทำเรื่องนี้ โดยตั้งทีมขึ้นมาเพื่อทำ ISO 9001 อย่างเดียว

การทำ ISO 9001 ในเวลานั้นค่อนข้างลำบาก เพราะเดิมโรงงานไม่ได้มีการวางระบบเอาไว้ เป็นการทำงานในแบบที่ทุกคนเคยชิน รู้กันเองว่าต้องทำอะไร ขณะที่การทำ ISO 9001 จะต้องมีเอกสารชัดเจนที่ระบุว่า กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร เวลามีปัญหาต้องทำตามขั้นตอนอย่างไร อีกทั้งมีอุปสรรคเมื่อให้คนทำงานอธิบายขั้นตอน บางครั้งสิ่งที่อธิบายออกมาก็ไม่เหมือนกับการทำจริง

ในที่สุดจึงใช้วิธีไปสังเกตการทำงานของทุกฝ่าย เพื่อเรียนรู้และเขียนสิ่งที่พนักงานทำออกมา พร้อมปรับปรุงบางขั้นตอนการทำงานที่เสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดให้ถูกต้องขึ้น เช่น การเบิกของ เดิมเป็นการเดินไปบอกกล่าวเพื่อเบิกของ ไม่มีเอกสารเก็บรายละเอียดว่าใครเป็นผู้ขอเบิก ผู้อนุมัติ ก็ให้มีเอกสารชัดเจนและทำเป็นระบบ มีโครงสร้างการทำงานของแต่ละฝ่ายเขียนลงบนแผ่นกระดาษไว้ชัดเจน โดยใช้เวลา 8-9 เดือนจึงทำ ISO 9001 สำเร็จ

เอก กล่าวว่า หลังจบโครงการทำ ISO 9001 ก็เข้าไปดูโครงการอื่นๆ ของบริษัท โดยเริ่มจากฝ่ายการตลาด จากนั้นก็ไปดูทิศทางขององค์กรโดยรวม ซึ่งที่ผ่านมานอกจากทำกาวอุตสาหกรรม บริษัทยังผลิตเคมีสำหรับสิ่งทอ เคมีฟอกหนัง และธุรกิจซื้อมาขายไปกลุ่มฟอกหนัง สิ่งทอ อาหารสัตว์ เกษตร และอื่นๆ แต่การทำธุรกิจเป็นแบบเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่า 3-5 ปีข้างหน้าจะโตในทิศทางไหน

เมื่อเข้ามาดูภาพรวมธุรกิจ จึงให้น้ำหนักกำหนดทิศทางบริษัทชัดเจนขึ้น สรุปว่าจะให้น้ำหนักธุรกิจกาวอุตสาหกรรม โดยลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากาวจริงจัง เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้แข่งขันในตลาดได้ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีบริษัทกาวในไทยรายไหนลงทุนวิจัยและพัฒนา บริษัทเป็นเจ้าแรกที่ทำเรื่องนี้ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กาวกลุ่มฮอท เมลท์ ใช้ในเครื่องจักรที่ต้องปรับคุณสมบัติกาวให้เข้ากับเครื่องจักรของลูกค้าในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งพิมพ์ งานไม้ทั่วไป เทปกาว สินค้าอนามัย ฉลากพลาสติก ฟิล์มกันรอย และกาว รีแอคทีฟ ฮอท เมลท์ ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ ก่อสร้าง สิ่งพิมพ์

นอกจากนี้ ยังเน้นรุกตลาดส่งออกกาวอุตสาหกรรมไปต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มีส่งออกบ้างในวงจำกัด แค่ประเทศปากีสถาน เมียนมา ศรีลังกา บังกลาเทศ แต่ไม่เคยขยายไปมากกว่านี้ ส่วนธุรกิจเคมีอื่นที่เคยมีก็ทยอยลดบทบาทและปิดตัว

“ตลาดกาวเริ่มแรกที่ทำ เช่น กลุ่มโซลเวนต์ เบส หรือคอนแทกต์ ซีเมนต์ ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง รองเท้า ตกแต่งยานยนต์ ก่อสร้าง ถึงจุดหนึ่งเริ่มเห็นแล้วว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ทยอยย้ายฐานผลิตออกจากไทย จึงเป็นคำถามให้เริ่มมองอนาคตว่าบริษัทจะโตได้อย่างไร ทำให้เริ่มมองโอกาสส่งออกไปต่างประเทศ ตั้งทีมงานทำตลาดต่างประเทศขึ้นมา ยกเว้นประเทศเดิมที่ส่งออกไปแล้ว เพื่อไปแนะนำตัวกับลูกค้าต่างประเทศ ไปออกงานแฟร์ต่างๆ ซึ่งก็สร้างตลาดใหม่ได้ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา”

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทส่งออกกาวอุตสาหกรรมไป 27 ประเทศ มีสัดส่วนรายได้ 30-40% ของรายได้ทั้งหมด เพิ่มจากในอดีตที่มีตลาดส่งออกแค่ 4-5 ประเทศ มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 10% ส่วนหลังจากนี้จะเปิดตลาดอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศระยะใกล้ แม้จะมีบางประเทศส่งออกมานานแล้วแต่ไม่ได้ทำตลาดจริงจัง เป็นการทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศนั้นๆ ก็จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีไปบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคไทยก็ขยายตัวออกไปอาเซียนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้ต้องใช้กาวอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่บริษัทจะตามไปขายกาวในประเทศอื่นที่คู่ค้าเหล่านี้ไปได้

เอก กล่าวว่า ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมโตเกิน 10% ทุกปี แม้ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังโตเกิน 10% เป็นการโตจากกลุ่มกาวที่มีเทคโนโลยีหลากหลาย แต่กาวเหลืองในกลุ่มรองเท้าชะลอตัว เพราะคนเปลี่ยนรองเท้าบ่อยขึ้นไม่นิยมซ่อมแซมเหมือนในอดีต

ขณะที่แนวโน้มตลาดกาวทั่วโลกจากนี้ถึงปี 2563 น่าจะโตได้ 5-8% ต่อปี โดยในเอเชียโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก เพราะเป็นอันดับ 1-2 ของโลกที่ใช้กาวมากที่สุด บริษัทก็น่าจะเติบโตไปได้ตามแนวโน้มนี้

ด้านหลักสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตมั่นคง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้โตไปพร้อมกับบริษัทได้ ถือเป็นเรื่องยาก เพราะทุกคนมีเป้าหมายต่างกัน ความคิดหลากหลาย มาตรฐานแต่ละคนต่างกัน การทำให้ทุกคนมุ่งไปทางเดียวกันต้องทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกับเรา เพื่อเดินไปข้างหน้าได้

เมื่อผู้บริหารกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนและเดินตามเป้าหมาย บริษัทก็โตได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท