
‘ธปท.’ไม่ห่วงให้กู้4จี
ธปท.ชี้แบงก์ให้กู้บริษัทประมูล 4จี ความเสี่ยงน้อย ยันสภาพคล่องในระบบพอ
ธปท.ชี้แบงก์ให้กู้บริษัทประมูล 4จี ความเสี่ยงน้อย ยันสภาพคล่องในระบบพอ
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การให้กู้ของระบบธนาคารพาณิชย์แก่บริษัทผู้ประกอบการในธุรกิจโทรคมนาคมระบบ 4จี น่าจะมีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากความเสี่ยงดูตามระยะเวลาการชำระเงินประมูล ทำให้มีการกระจายความเสี่ยง รวมทั้งบริษัทที่ประมูลได้มีเวลาชำระค่าประมูลนานพอสมควร โดยมีกำหนดจ่ายเงินให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีแรกไม่กี่พันล้านบาท ส่วนปีที่ 4 ที่ต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดของราคาที่ประมูลได้ บริษัทคงต้องหาวิธีระดมทุนหรือออกหุ้นกู้ด้วย สภาพคล่องในระบบธนาคารจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา
ทั้งนี้ กสทช.กำหนดให้บริษัทที่ประมูล 4จี ได้จะต้องจ่าย กสทช.ในสัดส่วน 50% ของราคาประมูลเริ่มต้น และปีที่ 2, 3 จ่ายปีละ 25% ของวงเงินประมูลเริ่มต้น และส่วนที่เหลือทั้งหมดต้องจ่ายให้ครบปีที่ 4 หากรายใดระดมทุนไม่ได้หรือมีไม่พอก็อาจจะต้องกู้ธนาคารในวงเงินสูง
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสินเชื่อปี 2559 มีโอกาสขยายตัว 4-6% โดยการเติบโตสินเชื่อภาคธุรกิจยังต้องฝากความหวังไว้ที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการส่งออกที่มีโอกาส
ฟื้นตัวเป็นบวก โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสินเชื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน บริการโลจิสติกส์ และสื่อสารและสารสนเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้สินเชื่อปีหน้าจะขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก เนื่องจากสินเชื่อรายย่อยเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต หลังธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างระมัด
ระวังในการคัดกรองลูกค้าใหม่เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย โดยสินเชื่อรายย่อยจะเติบโตเพียง 5-6% เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่อยู่สูงกว่า 15%
นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันการอุปโภคบริโภคครัวเรือน ที่เชื่อมโยงถึงความสามารถในการก่อหนี้ของลูกค้าเอสเอ็มอี และการหันไประดมทุนจากตลาดตราสารหนี้ของผู้ประกอบการรายใหญ่ กดดันต่อการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อลงทุนระยะยาว
สำหรับ ในปี 2559 ราคาคงไม่ใช่กลยุทธ์หลักที่ถูกนำมาประคองหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด เพราะต้นทุนการปล่อยสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นความเสี่ยงหลักของธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ คาดว่าเอ็นพีแอลจะสูงสุดในไตรมาส 3 ปี 2559 จากปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลให้เอ็นพีแอลขยับขึ้นได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น หนี้ครัวเรือนที่กดดันความสามารถในการชำระหนี้รายย่อย ธุรกิจ
เอสเอ็มอีที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ เป็นต้น







