
ธุรกิจหลักทรัพย์ขาลง
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่เน้นแข่งขันด้านราคา หรือที่เน้นต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 รายหลังล่าสุด คือบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) บล.แอ็คคินซัน (ASL) และ บล.เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ (SBITO) ที่ขยายฐานลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต และการเปิดสาขาอิเล็กทรอนิกส์ กดดันผู้ประกอบการรายเดิม ทั้งด้านส่วนแบ่งตลาด และอัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) มีแนวโน้มลดลงจนปัจจุบันค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยของอุตสาหกรรมล่าสุดในงวดไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ 0.129% จากที่ 0.141% ในงวดไตรมาสแรกปี 2557 ทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมมีโอกาสทำกำไรยากขึ้น หากมูลค่าการซื้อขายของตลาดเฉลี่ยต่อวันยังต่ำเพียง 4 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน สะท้อนได้จากส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายเดิมซึ่งเน้นลูกค้ารายย่อย พบว่าส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 43.8% ในงวดไตรมาสแรกปี 2557 ลงมาเหลือ 39.1% ในงวดไตรมาส 4 ปี 2558 (ตั้งแต่ต้นงวดถึงปัจจุบัน)
จากการศึกษาของ บล.เอเซีย พลัส พบว่าผู้ประกอบการรายเดิมที่มีรายได้พึ่งพาธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ จะมีการผ่านจุดคุ้มทุนหรือมีกำไรได้ก็ต่อเมื่อมูลค่าการซื้อขายของตลาดเฉลี่ยต่อวันต้องสูง 5-6 หมื่นล้านบาท ทำให้ภาพรวมธุรกิจหลักทรัพย์ในปี 2559 กำไรโดยรวมน่าจะทรงตัว หรือมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว หากปัจจัยต่างๆ ยังคงเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และภายใต้มูลค่าซื้อขายของตลาดเฉลี่ยต่อวันในปี 2559 หากยังทรงตัวระดับเดิมคือ 4.15 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2558 จึงมีความเสี่ยงที่จะปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งที่พึ่งพาธุรกิจนายหน้าเป็นหลัก อาทิบล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI เป็นต้น
ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2558 คาดว่าน่าจะทรงตัวจากงวดไตรมาส 3 และจากไตรมาส 2 เนื่องจากรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ยังทรงตัว ตามมูลค่าซื้อขายงวดไตรมาส 4 ที่ 3.79 หมื่นล้านบาท (+1.7% จากไตรมาส 2) เช่นเดียวกับรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) จากมาตรการควบคุมการเก็งกำไรของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ธุรกิจวาณิชธนกิจ แม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 พิจารณาจากมูลค่าหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ในงวดไตรมาส 4 แต่อาจถูกหักล้างจากการบริหารพอร์ตลงทุนที่คาดว่าจะขาดทุนตามภาวะตลาด สะท้อนจากดัชนีติดลบ 6.3%
ภาพโดยรวมยังให้น้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” แต่ยังคงเลือกหุ้นโดดเด่นในกลุ่ม ซึ่งมีเงินปันผลจ่ายได้ต่อเนื่องคือ MBKET ราคาที่เหมาะสม 26.2 บาท ซึ่งแม้จะต้องปรับลดประมาณ (ส่วนแบ่งตลาดลงจากเดิม 8.8% เหลือ 8%) และลดเงินปันผลลง แต่คาดว่าอัตราผลตอบแทนน่าจะเฉลี่ยเกินปีละ 5-6%







