
เลิกกฎหมายจีเอ็มโอ... ถูกต้องแล้ว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวเล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่ คือ การที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ถอน ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ (GMOs)เป็นพืชทางการเกษตร ซึ่งมีการเพาะเมล็ดพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ในการตัดต่อยีนและพันธุกรรม เดิมทีได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ท่ามกล่างหน่วยงานรัฐและเอกชนท้วงติงถึงความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือผสมข้ามพันธุ์ กระทบต่อระบบนิเวศและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวเล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่ คือ การที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ถอน ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ (GMOs)เป็นพืชทางการเกษตร ซึ่งมีการเพาะเมล็ดพันธุ์ทางวิทยาศาสตร์ในการตัดต่อยีนและพันธุกรรม เดิมทีได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ท่ามกล่างหน่วยงานรัฐและเอกชนท้วงติงถึงความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือผสมข้ามพันธุ์ กระทบต่อระบบนิเวศและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย
ทั้งนี้ รัฐบาลในอดีตไม่น้อยกว่า 3-4 รัฐบาล เคยมีการทบทวนพืชจีเอ็มโอหลายครั้ง แต่ขาดความชัดเจนถึงวิธีป้องกันถึงผลกระทบ ทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาไม่กล้าผลักดัน ร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเปิดเสรีให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และการทดลองภาคสนามและเชิงพาณิชย์ แถมยังมีข้อความระบุว่า หากผลกระทบที่เกิดจากพืชชีวภาพ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดชอบ
ขณะที่พืชจีเอ็มโอยังเป็นความกังขาถึงผลกระทบ ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ กลุ่มสนับสนุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและทางอ้อมกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการขายเมล็ดพันธุ์ ทำให้มีความสับสน
ที่ผ่านมา อนุกรรมาธิการปฏิรูปเกษตรของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เคยมีการศึกษา โดยมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย องค์กรเกี่ยวกับเกษตรกรทำหนังสือค้านร่าง พ.ร.บ. เพราะจะกระทบต่อการส่งออก ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนรวมทั้งนักวิชาการที่มาให้ข้อมูลก็ไม่สามารถหารายงานทางวิชาการถึงความปลอดภัย จนทาง สปช.ไม่ผ่านให้มีการพิจารณากฎหมายจีเอ็มโอ
ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอมีการเชื่อมโยงกับเจ้าของสิทธิบัตรในต่างประเทศ เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผลประโยชน์มหาศาล รวมถึงมีการล็อบบี้ทั้งนักการเมือง กลุ่มเกษตรกรบางส่วน รวมถึงตัวแทนองค์กรเอกชนและนักวิชาการให้ออกมาสนับสนุน โดยให้ข้อมูลในทางบวกด้านเดียว
พืชจีเอ็มโอเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ของฟรี ตรงนี้เกษตรกรต้องเข้าใจ ขณะที่มีรายงานจากประเทศที่ปลูกพืชจีเอ็มโอถึงการกลายพันธุ์และวัชพืชและแมลง เดิมทีกินพืชที่ตัดแต่งยีนไม่ได้ แต่ธรรมชาติก็มีการปรับตัวเพื่อให้มีการอยู่รอดจึงทำให้มีการดื้อ ส่งผลต่อการต้องใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าชนิดพิเศษที่ต้องนำเข้าจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์
ดังนั้น การที่นายกฯ ประกาศถอนร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอออกไป เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นอานิสงส์ต่อประเทศและเกษตรกร อย่างไรก็ตามกลุ่มธุรกิจจีเอ็มโอคงไม่เลิกราง่ายๆ ทางที่ดีควรมีการออกกฎหมายล็อกไว้ ไม่ให้มีการออกกฎหมายได้ง่ายๆ
อย่าเอาเกษตรกรและประเทศไปผูกกับความเสี่ยง หากมีอะไร...รับไม่ไหวหรอกครับ







