
ครม.อนุมัติตั้งกองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าหมื่นล้าน
สมคิด เผย ครม.อนุมัติตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันใน 10 อุตสาหกรรม วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
สมคิด เผย ครม.อนุมัติตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันใน 10 อุตสาหกรรม วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมูลค่ากองทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้เงินงบประมาณเป็นเงินตั้งต้นของกองทุน ทั้งกองทุนนี้จะถูกใช้ไปเพื่อส่งเสริม10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นอนาคตประเทศ และอุตสาหกรรมนวัตกรรมใหม่ๆ หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา1 ชุด ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อวางหลักเกณฑ์ว่าจะให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมใดเท่าไร
“กองทุนนี้เป็นมาตรการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันดึงดูดการเข้ามาลงทุนในประเทศให้มากขึ้น เพราะเดิมเรามีเพียงมาตรการของบีโอไอนั้นไม่เพียงพอ” นายสมคิด กล่าว
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ครม. ได้อนุมัติตามที่กระทรวงการลังเสนอ ให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟท์โลน ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวม 5 หมื่นล้านบาท โดยเงื่อนไขคือระยะเวลาการกู้ 7 ปี ดอกเบี้ย 4% ต่อปี มูลค่าการกู้ไม่เกิน 10ล้านบาทต่อราย โดยมาตรการนี้รัฐบาลต้องการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ครม. ยังได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์การพัมนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอเล็กทรอนิกส์ แห่งชาติ (National-E Payment) ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนงาน 1.โครงการ Any ID ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการของธนาคารสามารถเข้าถึงบริการเงินโอนต่างๆ ได้ 2.โครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการซื้อขายสินค้าทั่วประเทศ 3. โครงการพัฒนาระบบภาษี ทั้งนี้ เมื่อมีการพัฒนาระบบของกรมสรรพกรและจุดรับบัตรตามร้านค้าได้ทั่วถึงแล้วจะสามารถพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในส่วนของระบบกรมสรรพกรนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนระบบจุดรับชำระเงินธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้ลงทุน
4.โครงการอีเพย์เมนท์ของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้ต่อไปการจ่ายเงินในภาครัฐ เช่นการจ่ายคืนภาษีเดิมที่จ่ายด้วยระบบเช็ค เมื่อพัฒนาระบบแล้วจะเป็นการจ่ายคืนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโครงการนี้จะสามารถพัฒนาไปถึงการโอนเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มาขึ้นทะเบียนกับภาครัฐไว้แล้วได้ด้วย โดยส่วนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยนี้จะให้ธนาคารพาณิชย์เป็นจุดรับลงทะเบียนโดยจะเริ่มเปิดลงทะเบียนได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 เป็นต้นไป และ5.โครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์
“เมื่อดำเนินการทั้ง 5 โครงการนี้ ประมาณการว่าจะทำให้ระบบการชำระเงินของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นประหยัดได้ปีละ 7.5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการประหยัดของภาครัฐ 3 หมื่นล้านบาท และภาคธุรกิจโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ประหยัดได้ 4.5 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะวางระบบทั้งหมดให้เสร็จภายในช่วงเวลาที่รัฐบาลนี้จะทำหน้าที่อยู่” นายอภิศักดิ์ กล่าว







