
สตาร์ทอัพแรงรับ 4จี ปี’59 ลงทุนทะลุ 5 พันล้าน
เฉพาะหลังการประมูล 4จี และจะมีการเปิดใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบ จะยิ่งเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเพิ่มจำนวนมากขึ้น
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
การปลุกปั้นสตาร์ทอัพ หรือนักธุรกิจหน้าใหม่ แม้จะมีการผลักดันจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม แต่ในส่วนของภาครัฐในไทยที่ผ่านมาดูเหมือนจะยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรนัก แม้รัฐจะพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่เหล่าสตาร์ทอัพถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะหลังการประมูล 4จี และจะมีการเปิดใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบจากผู้ให้บริการ 3 รายเก่า และ 1 รายใหม่ จะยิ่งเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเพิ่มจำนวนมากขึ้น
เดฟ แมคเคลอร์ ผู้ก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ กล่าวว่า การเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังการเกิด 4จี อย่างเป็นทางการในปี 2559 จะยิ่งสร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจใหม่ๆ ได้มากขึ้น จะมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 40 ล้านคน เพราะความเร็วในการเข้าถึงเครือข่ายง่ายขึ้น เมื่อโอกาสและบริการดีขึ้น แสดงว่าจะมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นเช่นกัน
สำหรับในปี 2559 นั้น 500 สตาร์ทอัพจะมีการใส่เม็ดเงินลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ จากปัจจุบันมีการใส่เงินลงทุนเข้าไปแล้ว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งแหล่งเงินทุนนั้นมาจากกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก ประเภทกองทุนร่วมลงทุน หรือเวนเจอร์ แคปปิตอล
“ที่ผ่านมาธุรกิจสตาร์ทอัพได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าในปี 2558 มีการจัดตั้งกองทุนทั่วโลกขึ้นมา 8-9 กองทุน ทั้งในนอร์ดิก ประเทศนอร์เวย์และฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตุรกี ไทย ตะวันออกกลาง ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมามีการลงทุนไปแล้วเกิน 80 ประเทศทั่วโลก และในปี 2559 มีแผนจะจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในรัสเซียและเวียดนาม” เดฟ กล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันจะเห็นธุรกิจขนาดเล็กมีให้เห็นมากขึ้นและมีการเข้ามาร่วมลงทุน โดยเฉพาะจากกลุ่มนักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในเอเชีย
สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพในไทยนั้น หากเปรียบเทียบกับประเภทอื่นๆ แล้วอาจจะมีการลงทุนทางด้านนวัตกรรมน้อยกว่า แต่ก็ถือว่าแข็งแรงขึ้น สำหรับ 500 สตาร์ทอัพต้องการจะเข้ามาลงทุนธุรกิจในไทยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มียอดขาย แต่การทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณภาพมากขึ้นได้โดยใช้เทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลงทุนในธุรกิจ “Elacart” เกี่ยวกับอาหารเพื่อตอบโจทย์ความต้องคนรุ่นใหม่ที่ไม่เน้นหรูหราฟู่ฟ่า
อย่างไรก็ตาม รูปแบบสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีขนาดเล็กกว่า การจะขายบริษัทหรือเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นมีโอกาสน้อยกว่า เพราะมูลค่าสินทรัพย์น้อยกว่า ต่างจากสตาร์ทอัพในสหรัฐ หรือซิลิคอน วัลเลย์ ที่มูลค่าธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีขนาดที่ใหญ่กว่าเป็นแสนล้านบาท แต่มูลค่าของธุรกิจนั้นจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีมูลค่าเฉลี่ยหลักร้อยล้านบาท
นอกจากนี้ อุปสรรคของธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย คือ ธุรกิจจะอยู่ในกระดาษเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ได้เกิดการขาย แต่ก็เริ่มมีให้เห็นอย่าง เช่น เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์อย่าง Think of Living ที่ขายไปได้กว่า 250 ล้านบาท
ขณะที่ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ และ เรืองโรจน์ พูนผล 2 นักลงทุนจาก 500 ตุ๊กตุ๊กส์ กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพหน้าใหม่ มูลค่ากว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 355 ล้านบาท
“หลังจากที่เราลงทุนในสตาร์ทอัพกลุ่มแรกไปแล้ว เราต้องการจะลงทุนเพิ่มในธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจอีกประมาณ 60-70 ราย เพราะมองว่าเป็นสัญญาณที่ดี ภายใต้นโยบายดิจิทัลอีโคโนมี และไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่” เรืองโรจน์ กล่าว
สัญญาณดังกล่าวส่งผลดีให้ธุรกิจสตาร์ทอัพไทยปี 2559 จะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าเท่าตัวจากในปี 2558 ที่มีเกือบ 1,000 ราย เพิ่มขึ้นจากในปี 2557 ซึ่งมีอยู่ 500 ราย ซึ่งสอดคล้องกับเม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพในไทยมีจำนวนมากขึ้นตามไป คาดว่าในปี 2559 มูลค่าจะมากกว่า 5,000 ล้านบาท







