
ข้อต่อที่หายไป
งานประชุมวิชาการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในปีนี้ มีประเด็นสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยไทยกับการพัฒนายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นจริง จนเป็น Missing Link หรือข้อต่อของโซ่การเชื่อมโยงที่หายไป
งานประชุมวิชาการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในปีนี้ มีประเด็นสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยไทยกับการพัฒนายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นจริง จนเป็น Missing Link หรือข้อต่อของโซ่การเชื่อมโยงที่หายไป
ปัจจุบันจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งของรัฐ เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และโครงการบริหารการจัดการน้ำ และทั้งของเอกชน เช่น การสร้างและขยายเครือข่ายโทรศัพท์ 4จี ที่เพ่งประมูลกันไปที่ตัวเลขสูงจนน่าตกใจ แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ขาดดุลการค้ามหาศาล
อีกทั้งปัญหาวิกฤตด้านประชากรที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เราต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด และการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่ดูเหมือนจะหลุดไม่ได้เพราะเราผลิตของราคาถูกที่ต้องขายในจำนวนมากๆ ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม
สถานการณ์นี้ ทำให้ความต้องการมันสมองของอุดมศึกษาไทยมีมากขึ้น เพราะอุดมศึกษาไทยมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีสติปัญญาและความเชี่ยวชาญไม่แพ้ชาติใดในโลก ทั้งอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา และเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่เป็นผู้นำด้านการศึกษาในภูมิภาค ก็ต้องยอมรับว่าไทยมีคนเก่งมากกว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่เกิดพลังก็มาจากปัญหา “ข้อต่อ” ที่หายไประหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐและเอกชน
เมื่อประเทศถึงจุดที่มีความจำเป็นต้องร่วมกันแก้ปัญหา ทุกมหาวิทยาลัยก็ต้องช่วย แต่ก็ต้องการการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล พูดกันหลายครั้งว่าเงินลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าหลายล้านล้านบาทควรตั้งเงื่อนไขให้ผู้ลงทุน หรือผู้ได้งบประมาณจะต้องจัดสรรแค่เพียง 1-2% เพื่อลงทุนกับงานวิจัยและสร้างคนร่วมกับมหาวิทยาลัยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมของเราเอง เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงที่ชัดเจน เป็นข้อต่อที่ยั่งยืน
ขณะที่เอกชนผู้ใช้บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยก็อยากได้เด็กเก่งไปทำงานให้บริษัท เพื่อสร้างความได้เปรียบและสร้างกำไร แต่พอได้เด็กไปแล้วเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็บ่นมหาวิทยาลัย ว่าผลิตบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมนี่ก็คือ “ข้อต่อ” อีกข้อที่หายไป เพราะเอกชนส่วนใหญ่ไม่สนใจลงทุนกับการศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตคุณภาพร่วมกับมหาวิทยาลัย และไม่สนใจลงทุนกับการวิจัยร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า โดยมองว่าการวิจัยเป็น “ค่าใช้จ่าย” มากกว่าเป็นการ “ลงทุน” หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงยากที่จะได้บัณฑิตคุณภาพตรงใจเอกชน
การวิจัยคือการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนขององค์กร แม้ปัจจุบันรัฐจะให้หักภาษีจากการลงทุนกับการศึกษาได้ถึง 200% แล้วก็ตาม แต่ยังไม่ได้ผล รัฐจึงอาจต้องพิจารณาปรับปรุงเรื่องภาษีใหม่ ให้บริษัทมหาชนที่มีรายได้สูง ต้องลงทุนกับการวิจัย หรืออาจช่วยเรื่องลดภาษีให้มากขึ้นอีก หากรัฐไม่มีมาตราการทั้งบังคับและสนับสนุนอย่างจริงจัง ข้อต่อเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยคงไม่เกิดขึ้น
หากสองข้อต่อระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐและเอกชนเกิดขึ้น จะทำให้เกิดการขยายศักยภาพของคนอุดมศึกษาไทยให้เข้าไปช่วยยกระดับการแข่งขันของประเทศ
ไม่เช่นนั้นการลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาประเทศ เราก็จะเสียเงินเพื่อให้ได้แต่ของ แต่ไม่เคยได้ความรู้ ไม่ได้พัฒนาคน ยิ่งนานวันประเทศไทยยิ่งยากที่จะหลุดจากกับดักนี้







