
เงินทุนไหลออกกดดันตลาดหุ้น
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง รวมถึงบ้านเรา เนื่องจากความแตกต่างของนโยบายการเงินในประเทศอุตสาหกรรมหลักๆ ขณะที่ภาวะตกต่ำของสินค้าโภคภัณฑ์มีส่วนกดดันประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกโภคภัณฑ์
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง รวมถึงบ้านเรา เนื่องจากความแตกต่างของนโยบายการเงินในประเทศอุตสาหกรรมหลักๆ ขณะที่ภาวะตกต่ำของสินค้าโภคภัณฑ์มีส่วนกดดันประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกโภคภัณฑ์
สัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางของหลายประเทศยังต้องอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน โดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น และจีน
แม้ตลาดการเงินจะได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ยังคงกระตุ้นเงินทุนไหลออกจากตลาด
อีเมอร์จิ้ง
BIS รายงานว่า สินเชื่อดอลลาร์ที่ปล่อยให้บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินนอกสหรัฐสูงถึง 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ในจำนวนนี้ราว 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถูกปล่อยให้กับตลาดอีเมอร์จิ้ง ทั้งนี้หลายแห่งกู้เงินเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากไตรมาสแรกปี 2552
ภายใต้แนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า อัตราดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น และสหรัฐดูมีศักยภาพการเติบโตที่ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งจึงย้อนศรไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้งกลับสู่ตลาดสหรัฐ
สถานการณ์นี้จะกดดันประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเกณฑ์สูง หรือมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อทุนสำรองฯ อยู่ในเกณฑ์สูง หรือมีเงินทุนต่างชาติคงค้างในตลาดหุ้น/ตราสารหนี้ในสัดส่วนสูง
กรณีประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในสถานะที่ดี สัดส่วนเหล่านี้ล้วนอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังคงถูกหางเลขจากกระแสเงินทุนไหลออก โดยเฉพาะกรณีที่ค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญอ่อนค่าลงมาก
นอกจากนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้าและมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่มาก เช่น การเติบโตของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและเอเชียแผ่วลง ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ภัยแล้ง เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การทยอยปรับลดประมาณการยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงมูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยในปีนี้สูงถึง 1.39 แสนล้านบาท ดันยอดขายสะสมพุ่งขึ้นสู่ 3.6 แสนล้านบาทแล้ว นับจากอดีตประธานเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 จนระดับการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติลดต่ำกว่าช่วงหลังวิกฤตซับไพรม์ด้วยซ้ำ แรงขายต่างชาติจึงน่าจะเหลือไม่มาก
ด้านราคาน้ำมันดิบที่ดำดิ่งลงมาแตะจุดต่ำสุดในรอบ 7 ปี ยังคงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่า หุ้นพลังงานจะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน หรือต้องตั้งสำรองเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์เพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานปกติของหุ้นโรงกลั่นยังอยู่ในเกณฑ์ดี ค่าการกลั่นมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ขณะที่แทบไม่มีกำลังการกลั่นใหญ่ๆ เข้ามาในแถบนี้
ราคาน้ำมันที่ลดลงมากยังทำให้โรงกลั่นใช้เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจน้อยลงด้วย นอกจากนั้นฐานะการเงินของโรงกลั่นแทบทุกหุ้นแข็งแกร่ง การปรับตัวลงจึงเป็นโอกาสซื้อลงทุน ไม่ว่าจะเป็น TOP PTTGC หรือ IRPC รวมถึงบริษัทแม่ PTT ด้านการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz จบลงแบบเซอร์ไพรส์ทั้งในเรื่องราคาและผู้ชนะการประมูล โดย JAS กับ TRUE ชนะประมูล ทั้งคู่คงต้องเพิ่มทุนก้อนโต และต้องทนแบกขาดทุนไปอีกหลายปี จึงไม่แนะนำให้เข้าลงทุน
JAS ในฐานะผู้ให้บริการรายใหม่ จะกระตุ้นการแข่งขันในธุรกิจมือถือให้รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะกระทบอัตรากำไรของทุกค่าย
สำหรับ ADVANC และ DTAC แม้พลาดการประมูลครั้งนี้ แต่ยังมีคลื่นความถี่ย่านอื่นที่ให้บริการได้อยู่ และรอลุ้นประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ ในอนาคต อาทิ คลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานกับ กสท โทรคมนาคม ในอีก 3 ปีข้างหน้า และคลื่นความถี่ 2600 MHz ที่มีปริมาณ Bandwidth อีกมาก เป็นต้น
กรณี DTAC จะเผชิญความไม่แน่นอนสูงกว่า เนื่องจากคลื่นส่วนใหญ่จะหมดอายุในปี 2561 ขณะที่การลงทุนบนสัมปทานเดิม นอกจากต้องเสียส่วนแบ่งรายได้สูงกว่าระบบใบอนุญาตมากแล้ว ยังต้องเร่งตัดค่าเสื่อมราคาอีกด้วย จึงไม่แนะนำให้ลงทุน
ขณะที่ ADVANC ยังมีลุ้นสรุปเจรจาร่วมมือกับทีโอที หากสำเร็จจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในด้านโครงข่าย ADVANC ยังคงความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน สามารถนำเงินจำนวนนี้มาลงทุนโครงข่าย 3จี และ 4จี รวมถึงธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงไว้ได้ต่อไป ADVANC รวมถึง INTUCH จึงดูดีกว่าหุ้นมือถืออื่น
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังผันผวนในกรอบ 1,250-1,313 จุด แต่มูลค่าหุ้นไทยเริ่มถูกแล้ว ค่าพี/อีหุ้นไทยลดเหลือเพียง 12.9 เท่าของประมาณการกำไรปี 2559 ที่คาดว่ากำไรปกติจะโตราว 13% ต่อให้ลดประมาณการเหลือโต 7% ค่าพี/อีจะอยู่่ที่ 13.4 เท่า ยังคงต่ำกว่าค่าพี/อีเฉลี่ย 10 ปีที่ 14.7 เท่า
ราคาหุ้นที่ลดลงมากได้ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล การปรับฐานของตลาดหุ้นรอบนี้จึงเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะหนึ่งปีขึ้นไป สามารถเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานดี เช่น AOT BDMS BEAUTY CK DELTA EA KCE MINT SAWAD UNIQ รวมถึง SCC







