
คุณภาพบ้าน ยาขม อสังหาฯ จี้ปลุกสำนึกยกระดับงานก่อสร้าง
ปมปัญหาระหว่างผู้ซื้อบ้านกับเจ้าของโครงการ จัดเป็นเรื่องร้องเรียนอันดับหนึ่งในบัญชีดำของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) วัดได้จากตัวเลขคร่าวๆ ของรอบบัญชีปัจจุบันตั้งแต่เดือน ต.ค. 2552มิ.ย. 2553 มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมดประมาณ 6,000 เรื่อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยสูงถึง 2,900 เรื่อง
ส่วนใหญ่เป็นปัญหาบ้านไม่มีคุณภาพและไม่ตรงตามภาพโฆษณาขายมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ประเด็นการร้องเรียนหลักเป็นเรื่องซื้อบ้านไม่ได้บ้าน สะท้อนให้เห็นว่า หลังจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนได้บ้าน หรือก่อนได้อยู่อาศัยได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้ผู้ประกอบการกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม นั่นคือ คุณภาพบ้านที่ตรงใจผู้บริโภค ที่ทีมวิจัยเพื่อวัดความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำขึ้นตามโครงการคัดเลือกผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ดีของ สคบ. โดยมีการเคหะแห่งชาติให้การสนับสนุน ได้ประเมินว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังสอบตก
ผลการสำรวจพบว่าผู้บริโภคมีความพึงพอใจโดยรวมต่อที่อยู่อาศัยเฉลี่ย 3.60 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง โดยแบ่งเป็นความพึงพอใจต่อคุณภาพของบ้าน 3.56 คุณภาพสาธารณูปโภคและการบริการสาธารณะ 3.61 และการสนองตอบต่อปัญหา 3.37
“
ในเรื่องคุณภาพบ้านเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง แม้ว่าภาพรวมจะมองว่าโครงการบริหารจัดการได้ดี แต่สิ่งที่ยังทำได้ไม่ดี คือ คุณภาพบ้าน” วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะวิจัย กล่าวสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนได้ดีว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อคุณภาพบ้านมากน้อยเพียงใด วัดได้จากการที่ผู้บริโภคให้ระดับความพึงพอใจสูงถึง 3.86 ต่อการออกแบบพื้นที่และประโยชน์ใช้สอยสูงถึง 3.82 แต่เมื่อสอบถามถึงขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพบ้านก่อนส่งมอบแล้ว ความพึงพอใจกลับลดลงเหลือ 3.45 และลดลงเหลือ 3.36 เมื่อถามถึงเรื่องคุณภาพงานก่อสร้าง และลดลงเหลือเพียง 3.18 เมื่อถามถึงความประณีตของงานตกแต่ง
เช่นเดียวกับการถามถึงเรื่องการออกแบบผังโครงการและภูมิสถาปัตย์ ผู้บริโภคมีความพึงพอใจสูงถึง 3.76 แต่เมื่อถามถึงคุณภาพและความพอเพียงของสาธารณูปโภคใช้สอย ความพึงพอใจกลับลดลงเหลือ 3.06
จุดเริ่มต้นของความไม่พึงพอใจเล็กๆ ย่อมนำไปสู่ปมปัญหาร้องเรียนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นั่นคือ สิ่งที่ สคบ. ต้องลุกขึ้นหาแนวทางที่จะลดปมปัญหาให้การร้องเรียนลดลง ด้วยแนวคิด
“ติดดาว” ให้โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ได้คุณภาพมาตรฐานตรงกับที่โฆษณาไว้ ซึ่งในปีนี้มีผู้ได้รับการติดดาวด้วยกัน 10 รายหากมองผิวเผินแล้วแนวคิดดังกล่าวอาจเอื้อให้รายใหญ่ได้เปรียบกว่ารายเล็กด้วยความพร้อมทุกประการ แต่ผลสำรวจที่ออกมากลับพบว่า ผู้ประกอบการรายเล็กได้รับการติดดาวมากกว่ารายใหญ่ สอดคล้องกับผลวิจัยของ วิทวัส รุ่งเรืองผล ที่ระบุว่า ทัศนคติของผู้บริโภคที่อยู่อาศัยในโครงการเล็กๆ ดีกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการขนาดใหญ่ และอยากบอกต่อแบบปากต่อปากไปยังลูกค้ารายใหม่มากกว่า
“
รายเล็กที่หลายสำนักวิจัยอสังหาริมทรัพย์ฟันธงว่าตายแน่ ด้วยการที่รายใหญ่กินแชร์เกือบ 6070% ของตลาดแล้ว ผลวิจัยที่ออกมากลับสะท้อนให้เห็นว่า รายเล็กมีพื้นที่ยืนและมีจุดแข็งที่ไม่แพ้รายใหญ่ ยิ่ง สคบ. สร้างอาวุธใหม่ทางการตลาดให้กับวงการที่อยู่อาศัย ด้วยการการันตีจากภาครัฐ ยิ่งเป็นเครื่องมือช่วยปั้นแบรนด์แบบก้าวกระโดดให้กับรายเล็กได้เป็นอย่างดี” วิทวัส กล่าวหาก สคบ. ยังเดินหน้าโครงการบ้านติดดาวต่อไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเชื่อถือในโครงการบ้านติดดาวมากขึ้น ย่อมมีโอกาสที่ลูกค้าจะใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ เมื่อถึงเวลานั้นแม้ว่าผู้ประกอบการใช้บ้านติดดาวเป็นเครื่องมือทางการตลาด แต่ก็เป็นผลดีกับผู้บริโภคไม่น้อย







