
บริโภคปีหน้ายังปลุกไม่ขึ้น
“กันตาร์” คาดกลุ่มอุปโภค-บริโภคปี 2559 โต 1-2% ใกล้เคียงปีนี้ ขยับต่ำสุดใน 7 ปี
“กันตาร์” คาดกลุ่มอุปโภค-บริโภคปี 2559 โต 1-2% ใกล้เคียงปีนี้ ขยับต่ำสุดใน 7 ปี
นายคาเร็ต อิลิส ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลพาแนล (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว หรือสินค้าเอฟเอ็มซีจี ในปี 2559 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีปัญหาในเรื่องของหนี้ครัวเรือนสูง จึงทำให้ภาพรวมของกลุ่มสินค้าเอฟเอ็มซีจีมีอัตราการเติบโตไม่ต่างจากปีนี้มากนัก
สำหรับช่องการซื้อสินค้าที่คาดว่าจะยังเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคในปี 2559 มองว่ายังคงเป็นร้านโชห่วย และร้านสะดวกซื้อเหมือนกับปี 2558 เนื่องจากผู้บริโภคนิยมหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น จากแนวโน้มดังกล่าวเชื่อว่าผู้ประกอบการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และห้างเทสโก้ โลตัส จะยังคงทำกิจกรรมส่งเสริมการขายและทำโปรโมชั่นลดแลก แจก แถม เหมือนที่ผ่านมา
“แนวโน้มปี 2559 ยังไม่ค่อยดี เนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีความอ่อนไหวตามปัจจัยลบที่คาดว่าจะยังมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของหนี้ครัวเรือน หรือปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงมองหาสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย” นายอิลิส กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมตลาดสินค้าเอฟเอ็มซีจีในปี 2558 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 1.2% ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัทได้ทำการเก็บตัวอย่างจำนวน 4,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคมีการชะลอการจับจ่ายใช้สอย
อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตของกลุ่มสินค้าเอฟเอ็มซีจีในประเทศไทยที่มีการปรับตัวลดลง ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของกลุ่มสินค้าเอฟเอ็มซีจีในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภูมิภาคได้ปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จึงทำให้เกิดความลังเลในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าด้วยเช่นกัน
ขณะที่กลุ่มของสินค้าที่มีอัตราการเติบโตลดลงมากที่สุด หรือติดลบที่ประมาณ 29% คือ นมผงสำหรับผู้ใหญ่ ตามด้วยผลิตภัณฑ์ขัดผิวเติบโตติดลบ 23% รังนกเติบโตติดลบที่ 22% และซุปสำเร็จรูปเติบโตติดลบ 21% ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดในปีนี้ คือ สบู่เหลวล้างมือเติบโตที่ 60% ตามด้วยเครื่องดื่มธัญพืชเติบโตที่ 46% นมถั่วเหลืองเติบโตที่ 29% และน้ำดื่ม 25%
นอกจากนี้ จากผลการวิจัยยังพบว่าความถี่ในการซื้อสินค้าในช่องทางค้าปลีกของผู้บริโภคยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับยอดการซื้อต่อครั้ง ซึ่งจากปัจจัยที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ห้างค้าปลีกต้องออกมาจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ และห้างเทสโก้ โลตัส







