
มั่นใจนโยบาย ‘คลัสเตอร์’ สะกดยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ปักหลักไทย
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ข่าวการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งย้านฐานการผลิตไปประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงถูกกว่า และมีตลาดที่ใหญ่กว่า
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ข่าวการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งย้านฐานการผลิตไปประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงถูกกว่า และมีตลาดที่ใหญ่กว่า
ศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ยอมรับว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว ประกอบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยที่ลดลงในระดับที่น่าเป็นห่วง ส่งผลให้สินค้าที่ผลิตจากไทยแข่งขันได้ยากลำบาก แต่มั่นใจว่านักลงทุนจะไม่ย้ายฐานการผลิตหนีจากประเทศไทย
“แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอุตสาห กรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ และอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่มาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนซูเปอร์คลัสเตอร์และคลัสเตอร์เป้าหมาย 6 สาขา ตลอดจนการสนับสนุน 10 อุตสาห กรรมเป้าหมาย จะทำให้นักลงทุนให้ยังอยู่กับประเทศไทย แต่จะเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งจะสร้าง New S-Curve ให้กับอุตสาหกรรมไทยโดยรวม” ศิริรุจ กล่าว
ศิริรุจ เชื่อว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่ผลิตจากไทยจะดีขึ้น หลังจากรัฐบาลได้พยายามผลักดันนโยบายการเพิ่มผลิตภาพภาคการผลิต แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนและลดหย่อนภาษีต่างๆ สำหรับนักลงทุน
ขณะที่ วิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ มั่นใจว่า ประเทศไทยจะยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียนต่อไป แม้ว่าหลายฝ่ายจะกังวลว่าอินโดนีเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งในอนาคต เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในอินโดนีเซียมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถตู้เป็นหลัก และรถยนต์ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะเน้นการขายในประเทศ ส่วนมาเลเซียที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญในอาเซียน แต่มีกำลังการผลิตเพียง 4 แสนคัน/ปี ต่างจากไทยที่มีกำลังการผลิตรถยนต์กว่า 2 ล้านคัน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการส่งออกถึง 1.2 ล้านคัน และมียอดขายในประเทศ 1 ล้านคัน แม้ว่าปีนี้ยอดขายจะลดลงเหลือ 7.5 แสนคัน
“อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีหน้ามีแนวโน้มจะเติบโตมากกว่าปีนี้ เพราะรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมาตรการส่งเสริมออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อเทียบกับประเทศ อื่นๆ ในอาเซียนแล้ว ไทยให้สิทธิประโยชน์การลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะในปีหน้า ซึ่งจะมีการรวมตัวเป็นตลาดเดียวภายใต้ความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไทยจะเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่สำคัญ จึงไม่มีอะไรให้น่ากังวลว่าผู้ผลิตจะย้ายฐาน” วิชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่า การเปิดความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งไทยยังไม่ได้เข้าร่วมในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยหรือไม่ แต่หากไทยสามารถเข้าร่วมกลุ่มทีพีพีได้ จะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยเติบโตได้มากขึ้น
ด้าน พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ในฐานะประธานสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยอมรับเช่นกันว่า ที่ผ่านมาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน เพราะค่าแรงของประเทศไทยสูง แต่ในช่วงจากนี้ไปคาดว่าจะไม่เห็นการย้ายฐานการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากไทยได้ปรับนโยบายไปส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
สอดคล้องกับ อาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ระบุว่า ไทยจะลดการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระดับล่าง แต่จะขยับไปผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะปรับการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายในไปสู่การผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ามากขึ้น
จากนี้ต้องติดตามว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ จะได้ผลตามที่ภาครัฐวาดหวังไว้หรือไม่







