
เชื่อมต่อกลุ่มโมบายเฟิสต์บนอินสตาแกรม
โดย...พอล เว็บสเตอร์
โดย...พอล เว็บสเตอร์
ปัจจุบันผู้คนหลายพันล้านคนต่างก็มีโทรศัพท์มือถือและกล้องที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยเหตุนี้เองการใช้งานรูปภาพจึงเริ่มเข้ามาแทนที่ตัวอักษรมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนสื่อสารกันผ่านรูปภาพ และใช้รูปภาพเพื่อที่จะส่งต่อประสบการณ์โลกรอบๆ ตัว
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งแรกที่เปิดดูตอนที่ตื่นนอน และเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะเช็กก่อนเข้านอน อยู่ติดตัวในกระเป๋าในขณะที่เร่งรีบไปประชุมงาน และยังอยู่ข้างกายตอนเราจิบกาแฟยามเช้า หรือเรียกว่าการเข้าสู่ยุคโมบายเฟิสต์นั่นเอง
แม้เทรนด์เหล่านี้จะเด่นชัด แต่แบรนด์ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ลงทุนด้านการตลาดและโฆษณาผ่านมือถือช้ามาก โดยส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่มั่นใจในการวัดผล และจากการเปิดตัวโฆษณาอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการล่าสุด ทำให้แบรนด์ต่างๆ จะสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าของแคมเปญโฆษณาได้
ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยผู้คนทั่วโลกใช้เวลาบนอินสตาแกรม 21 นาที/วัน มีการเช็กฟีดหลายครั้งต่อวัน รวมทั้งใช้ค้นหาสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งอินสตาแกรมเป็นแหล่งรวบรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันไว้มากที่สุด และมีส่วนร่วมสูงสุดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ แฟชั่น อาหาร การออกกำลังกาย กีฬา การท่องเที่ยว ดนตรี และภาพยนตร์
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าอินสตาแกรมเป็นช่องทางที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์ต่างๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า หากค้นพบวิธีการดึงดูดความสนใจของพวกเขาจากฟีดอย่างเหมาะสม
จนถึงปัจจุบันอินสตาแกรมได้เปิดตัวแคมเปญโฆษณากว่า 400 แคมเปญบนอินสตาแกรมทั่วโลก และกว่า 97% ของแคมเปญที่เปิดตัวก็มีอัตราการจดจำโฆษณาที่สูงขึ้น เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนที่เคยเห็นโฆษณา กับกลุ่มควบคุมที่ไม่เคยเห็นโฆษณามาก่อน
การจัดแคมเปญการตลาดบนโซเชียลมีเดีย แบรนด์ต่างๆ บนอินสตาแกรมต้องกำหนดเป้าหมายทางการตลาดและเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็จะสามารถวัดผลการตอบรับของแคมเปญได้ง่ายขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องค้นหาสิ่งที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณมากที่สุด ทดลองทำสิ่งที่แตกต่าง โดยการวิเคราะห์ผลลัพธ์ในแต่ละแคมเปญจะเป็นเครื่องชี้วัดที่ดีที่สุด







