
ญี่ปุ่น กับการให้
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
ญี่ปุ่นเพิ่งขายขบวนรถไฟฟ้าให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ถือเป็นการขายครั้งประวัติศาสตร์ เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมานานกว่า 20 ปี ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดินของ รฟม. และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ทุกโครงการใช้ขบวนรถของบริษัทเยอรมันเท่านั้น จึงไม่มีใครคาดคิดว่า ญี่ปุ่นจะเจาะตลาดรถไฟฟ้าในไทยได้สำเร็จ
ความสำเร็จครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มี นายชินโสะ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าญี่ปุ่นจะขอเข้ามาเป็นผู้ช่วยพัฒนาสาธารณูปโภคในภูมิภาคอาเซียน แถมย้ำว่าจะทำสาธารณูปโภคชั้นดี เป็นการแอบกระแซะประเทศจีนเบาๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการแผ่อิทธิพลในอาเซียน รัฐบาลญี่ปุ่นยังสั่งให้บริษัทญี่ปุ่นหั่นราคาแบบสุดๆ อีกทั้งค่าเงินเยนตก จึงทำให้สินค้าของญี่ปุ่นที่เคยแพง สามารถแข่งขันได้
การเข้ามาของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ใช่ของใหม่ เพราะในกลุ่มยานยนต์ ญี่ปุ่นถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ที่รวมกันแล้วมีส่วนแบ่งการตลาดทั้งภายในประเทศ และส่งออกเกิน 80% อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นยังเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ให้รัฐบาลไทยกู้ยืมในต้นทุนดอกเบี้ยแสนถูกคือประมาณ 1% เท่านั้น ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จึงควรเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนามากกว่า จึงไม่พ้นที่ต้องมีบทบาทของผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้ค้าเพียงอย่างเดียว
หากวันนี้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งใจจริงจะเป็นผู้ร่วมพัฒนาสาธารณูปโภคของไทย ก็ควรคิดถึงความสำเร็จในฐานะผู้ให้ในอดีต คือให้ความรู้ ควบคู่กับการขายสินค้า เช่น หากจะขายรถไฟความเร็วสูงควรร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย ตั้งเป็น “ศูนย์นวัตกรรมการขนส่งทางราง” เพื่อสร้างคนไปพัฒนาระบบรางของไทย
ขณะที่ประเทศไทยประกอบรถยนต์ปีละมากกว่า 2 ล้านคัน ส่วนมากเป็นรถญี่ปุ่น แต่สุดท้ายวิศวกรไทยก็ยังออกแบบและสร้างเครื่องยนต์เองไม่เป็น ญี่ปุ่นจึงควรมีส่วนร่วมในการยกระดับหน่วยการออกแบบและพัฒนาในไทย ให้คนไทยได้เรียนรู้นวัตกรรม ความสัมพันธ์แบบนี้คือแบบที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์และเกื้อกูลกันตลอดไป
ความร่วมมือกันแบบพันธมิตรที่ร่วมกันพัฒนาคน ควบคู่กับการเป็นคู่ค้า ควรใช้ในกรณีความร่วมมือไทย-จีน ในโครงการรถไฟที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย รัฐบาลควรเจรจาภายใต้กรอบความร่วมมือที่ผู้ขายหรือผู้ลงทุนต้องมีหน้าที่ช่วยสร้างคนควบคู่กัน ไม่ควรที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับทางการเจรจาอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบในระยะยาว
เพราะหากเราไม่ขอเขา เขาก็คงไม่มีความจำเป็นต้องให้เรา







