
ข้อคิดช่วงปีใหม่
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนก็คงจะคาดหวังว่าสิ้นปีนี้คงจะมีความหวังเรื่องโบนัสพิเศษที่บริษัทจะจ่ายให้แบบทุกปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่เพิ่มขึ้นค่ะ เพื่อวางแผนการใช้จ่ายทั้งช็อปปิ้งหรือไปเที่ยวช่วงเทศกาลนี้ค่ะ ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าปีหน้าจะได้เงินเดือนที่สูงขึ้นค่ะ ซึ่งหากพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ต้องบอกว่าเรื่องที่คาดหวังมาข้างต้นคงหวังได้ลำบากค่ะ ในยามที่หลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีในช่วงนี้ เราคงไม่สามารถคาดหวังเรื่องโบนัสสูงๆ หรือเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าได้ค่ะ
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้ว หลายคนก็คงจะคาดหวังว่าสิ้นปีนี้คงจะมีความหวังเรื่องโบนัสพิเศษที่บริษัทจะจ่ายให้แบบทุกปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่เพิ่มขึ้นค่ะ เพื่อวางแผนการใช้จ่ายทั้งช็อปปิ้งหรือไปเที่ยวช่วงเทศกาลนี้ค่ะ ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าปีหน้าจะได้เงินเดือนที่สูงขึ้นค่ะ ซึ่งหากพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ต้องบอกว่าเรื่องที่คาดหวังมาข้างต้นคงหวังได้ลำบากค่ะ ในยามที่หลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีในช่วงนี้ เราคงไม่สามารถคาดหวังเรื่องโบนัสสูงๆ หรือเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าได้ค่ะ
ทั้งนี้ เวลาเราพูดเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี ดิฉันอยากจะลองให้ท่านผู้อ่านมองภาพเป็นขั้นๆ ไปค่ะ หลายครั้งเราเห็นผู้คนบ่นเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี แต่ว่าในความเป็นจริงเราก็ยังดำรงชีวิตตามปกติๆ ได้ค่ะ ในขั้นต้นๆ ที่เราเริ่มเห็นคนพูดเรื่องภาวะเศรษฐกิจไม่ดีนั้น สินค้าต่างๆ ก็ยังขายได้ค่ะ แต่ว่าบริษัทอาจจะมียอดขายที่โตไม่มากแบบปีก่อนๆ หรืออาจจะไม่โตเลยค่ะ แต่ว่าภาพรวมบริษัทก็ยังคงมีกำไร ไม่ประสบภาวะขาดทุนค่ะ หากเป็นในมุมของแบงก์ ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มไม่ดีก็จะสะท้อนมาที่ NPLs (Non Performing Loan หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ที่เริ่มสูงขึ้นค่ะ แต่ไม่สูงถึงขั้นกระทบฐานะการเงินและระดับความเสี่ยงโดยรวมของแบงก์ค่ะ
ขั้นต่อมา ที่เศรษฐกิจมีอาการทรุดหนักกว่าเดิมและส่อเค้าที่รุนแรงขึ้น ยอดขายและกำไรของธุรกิจก็จะลดลงเป็นเงาตามตัวค่ะ หลายรายอาจถึงเริ่มเห็นผลขาดทุน เมื่อเศรษฐกิจแย่ถึงระดับที่ใกล้ถึงวิกฤตบริษัทต่างๆ ก็จะหยุดการขยายกิจการและหันมาลดต้นทุนแทน ขณะที่แบงก์เองก็จะเจอกับ NPLs ที่สูงขึ้นตามขั้นของความถดถอยของเศรษฐกิจเช่นกัน ตรงนี้หากเรามองเศรษฐกิจเหมือนกับแบงก์แล้ว NPLs ที่กระทบเศรษฐกิจนั้นวัดได้จากสภาพการจ้างงานในประเทศค่ะ
ในช่วงที่เศรษฐกิจไปได้ดี บริษัทต่างๆ ก็จะยังคงรับคนใหม่ๆ เข้ามาทำงาน แต่เมื่อสัญญาณไม่ดีเริ่มเข้ามา การรับคนทำงานเพิ่มก็จะเริ่มชะลอตัว และหากถึงขั้นที่บริษัทเริ่มปลดคนงานมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา ตรงนี้ก็ถือเป็นสัญญาณไม่ดีแล้วค่ะ เพราะเมื่อคนตกงานก็ย่อมขาดรายได้ ขณะที่รายจ่ายก็ไม่ได้หดหายตามไปด้วย การก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นก็จะเริ่มมากขึ้น และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวค่ะ
แต่หากเรามาดูภาพรวมของอัตราการว่างงานของประเทศไทยเราล่าสุดนั้น ต้องถือว่าเริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัวบ้างแล้วค่ะ โดยข้อมูลตัวอัตราการว่างงานล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2558 พบว่ามีผู้ว่างงานอยู่ที่ 3.49 แสนคน เพิ่มจากช่วงเดือนเดียวกันปีที่แล้วถึง 9%
เมื่อไปดูการสำรวจนายจ้างและผู้ประกอบการครั้งล่าสุด ที่จัดโดยสภาองค์การนายจ้างและผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรม ก็พบว่า นายจ้าง 70% มีนโยบายไม่รับพนักงานเพิ่มในปี 2559 ขณะเดียวกันนายจ้างส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนและค่าจ้าง สะท้อนภาพที่ผู้ประกอบการยังมองภาพเศรษฐกิจไม่สดใสมากนัก และค่อนข้างระมัดระวัง
อย่างไรก็ดี เมื่อเศรษฐกิจปีหน้าเป็นเช่นนี้ การที่เราคาดหวังที่จะย้ายที่ทำงานใหม่เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงต้องทำด้วยความระวัง เนื่องจากหากเราออกจากที่ทำงานเดิมในสภาพปัจจุบัน เราอาจเสี่ยงกับการหางานใหม่ไม่ได้ นอกจากบริษัทต่างๆ จะไม่รับพนักงานเพิ่มแล้ว สำหรับบริษัทที่ยังไปต่อได้ก็จะรักษาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่กับบริษัทของตัวเองต่อไปนานๆ ด้วยค่ะ







