
ถึงเวลาสะสมหุ้น
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต
ดัชนีหุ้นไทยล่าสุดหลุด 1,300 จุด ไปอยู่ที่ 1,297.82 จุด ภายใน 1 เดือน จาก 3 เหตุการณ์สำคัญคือ การประมูลคลื่นโทรมือถือ 4จี ที่แพง, เรื่องราวของกลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และกลุ่มสายการบิน ซึ่งมีผลมากกว่า 40% ของการดิ่งลงของดัชนี ในช่วง 1 เดือน และไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต จึงถือโอกาสนี้ในการเก็บหุ้นเติบโตสูง
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ไม่ดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของเศรษฐกิจ เช่น การประมูลที่มีราคาแพงของ 4จี, เรื่องการกำกับดูแลกิจการของกลุ่มซีพี และสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) จากสหรัฐที่ปรับลดการบินของประเทศไทยจาก Tier 1 เป็น Tier 2 นอกจากเหตุการณ์เฉพาะเหล่านี้ ยังมีความกลัวในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และราคาน้ำมันที่หล่นลงมาไม่มีอะไรใหม่กระทบเศรษฐกิจไทยที่ได้ถึงจุดตํ่าสุดไปแล้ว
แนวโน้มของเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง และความคาดหลังของตลาดก็อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีกระแสเงินสดมาก สภาพคล่องที่ดี แต่ขาดการเติบโต ประเทศไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ที่ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่ไม่ได้ใช้ทำอะไร ในรูปแบบพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย, ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ 1.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หนี้สาธารณะ 43% และต่างชาติถือพันธบัตรอยู่แค่ 15%
บล.ธนชาต ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดและคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ในระดับ 1.5% ในปีหน้า นอกจากนั้นยังคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสามที่ประกาศออกมาในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นผลในไตรมาส 4 ปี 2558-ไตรมาสแรกปี 2559 และปัจจัยสำคัญของการเติบโตจะอยู่ที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการประมูลตลอดทั้งปี
เล่นตามธีม-เลือกหุ้นเติบโตสูง
แม้เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดจะอ่อนแอ แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องระมัดระวังมากนักในการลงทุนในตลาดไทย ตลาดไทยมีลักษณะหุ้นที่เติบโตสูงก็ยังคงดำเนินการดีต่อไป และหุ้นถูกก็ยังคงดำเนินการได้ไม่ดีทำให้หุ้นยังคงมีราคาถูกต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์ยังคงเล่นตามธีมและเลือกเติบโต
ทั้งนี้ คาดการณ์เป้าหมายของดัชนีผิด (ดัชนีหุ้นไม่น่าจะไปถึง 1,550 จุด ในช่วงปลายปี) แต่การเลือกหุ้นเป็นเรื่องสำคัญ และเช่นเดียวกับประเทศไทย บริษัทจดทะเบียนหลายบริษัทมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีหนี้ต่ำ จึงทำให้คิดว่าความเสี่ยงทางการเงินของหุ้นเติบโตไม่ได้สูงเกินไป
บล.ธนชาต ได้เพิ่มหุ้น 4 ตัว เข้าในพอร์ต ได้แก่ บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัท ศรีสวัสดิ์ เพาเวอร์ 1979 (SAWAD) บริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) โดย BEAUTY และ MINT ยังคงมีแรงกระตุ้นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง SAWAD ยังได้ประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อที่แข็งแกร่งจากตลาดล่างที่ไม่สามารถเข้าสู่การขอสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์และเป็นหุ้นที่เล่นได้ในรอบอัตรา ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ และ BDMS มีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากรายจ่ายที่ลดลงเนื่องจากการขยายสาขาใน 2 ปีที่ผ่าน มา
ทั้งนี้ ได้นำหุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) และบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) ออกจากพอร์ต







