
จับตาคลื่นเอฟดีไอใหม่ สหรัฐเคาะกำแพงจีน-เกาหลี
เมื่ออาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมอย่างเป็นทางการ หลายประเทศมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เมื่ออาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมอย่างเป็นทางการ หลายประเทศมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว บรรดาประเทศนอกภูมิภาคจึงเร่งจังหวะการลงทุนของตัวเองเข้าสู่ภูมิภาคนี้ และทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นสมรภูมิการลงทุนขนาดย่อมๆ
สัญญาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ใหม่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ สถิติเอฟดีไออาเซียน รวบรวมโดยสำนักงานเลขาธิการอาเซียน พบว่าสหภาพยุโรปและจีนขยายการลงทุนในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนของสหภาพยุโรประหว่างปี 2555-2556 เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่า 3 เท่าตัว และมาในปีล่าสุดมีมูลค่าเอฟดีไอในภูมิภาคนี้ถึง 2.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นปีละหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านสหรัฐอเมริกาหลังจากที่การลงทุนหดตัวลงอย่างมากในปี 2556 เหลือเพียงไม่ถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปี 2557 เอฟดีไอของสหรัฐก็คืนชีพสู่ภูมิภาคนี้ที่ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนว่าสหรัฐเองยังสนใจภูมิภาคนี้
ที่สำคัญ สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้ต้องการเข้าสู่อาเซียนเพียงเพราะแนวโน้มการเติบโตของภูมิภาคนี้ แต่ยังต้องการปิดล้อมโอกาสของจีน และไม่ให้จีนมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้มากจนเกินไปด้วย ที่นี่จึงน่าจะยิ่งกลายเป็นสนามสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา
ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีเอฟดีไอสะสมอยู่ในอาเซียนราว 2.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 โดยสมรภูมิดั้งเดิมอันดับ 1 ของสหรัฐ ได้แก่ สิงคโปร์ มีเอฟดีไอสะสมสูงถึงกว่า 1.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2555 หรือมากกว่า 60% ของเอฟดีไอสหรัฐในอาเซียน
อันดับ 2 ที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุน ได้แก่ ไทย มีการลงทุนสะสม 1.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยมาเลเซีย 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และฟิลิปปินส์ 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า 5 สมรภูมิดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกา ล้วนเป็นประเทศสมาชิกเก่าของอาเซียนทั้งสิ้น สิ่งที่ต้องตามดูต่อไปจึงเป็นการเปิดตลาดเข้าสู่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน หรือกลุ่มซีแอลเอ็มวี อันได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม
แต่การจะบุกเข้าสู่ 4 ประเทศนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากสหรัฐอเมริกาจะต้องแข่งขันกันลงทุนกับจีนแล้ว ยังต้องแข่งขันกับอีก 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งพยายามยึดพื้นที่ลงทุนในอาเซียนตอนบนด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะตลาดเวียดนามแม้สหรัฐอเมริกาจะมีการลงทุนสะสมอยู่ในเวียดนามราว 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ตั้งแต่ปี 2555 และมีแนวโน้มว่าจะผูกพันกับเวียดนามผ่านทางความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) แต่การลงทุนใหม่ๆ ของชาติต่างๆ ในเวียดนามยังคงหนักหน่วงเหลือเกิน
ข้อมูลจาก ASEAN Investment Report 2015 ระบุว่า เฉพาะเกาหลีใต้เพียงประเทศเดียวเข้าไปลงทุนในเวียดนามถึง 3,248.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2557 ญี่ปุ่น 969.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ชาติจากสหภาพยุโรปก็ไม่น้อยหน้า ลงทุนรวมกัน 552.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สหรัฐอเมริกาเข้ามา 130.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนของเกาหลีใต้ในเวียดนาม ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดราว 8.6 เท่า ระหว่างปี 2556-2557 โดยมาจากทั้งภาคการผลิตและธุรกิจค้าปลีก บริษัทเกาหลีใต้บางรายยังได้ประกาศแผนขยายธุรกิจไปจนถึงปี 2563 แล้วด้วย
นอกเหนือจากเวียดนามแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่สหรัฐเริ่มเข้าไปเปิดตลาดลงทุน คือ กัมพูชา ในปี 2557 สหรัฐเข้าไปลงทุนในกัมพูชาราว 50.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นแท่นอันดับ 10 ของนักลงทุนในกัมพูชาปีดังกล่าว
อย่างไรก็ดี กัมพูชายังไม่น่าจะเป็นตลาดที่สหรัฐอเมริกาบุกหนักได้มากนัก เนื่องจากมีจีนคอยบุกหนักแซงทุกชาติอย่างชัดเจนหลายปีต่อเนื่อง โดยล่าสุดจีนลงทุนในกัมพูชากว่า 553.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบครองสัดส่วนการลงทุนในภาคการผลิตถึง 46% ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นยังมีแผนจะเริ่มก่อสร้างโกดังและศูนย์ฝึกอบรมในกัมพูชาปี 2559 นี้
เช่นเดียวกับลาว ที่กำแพงของจีนนั้นสูงเหลือเกิน ในปี 2557 มีเอฟดีไอจีนในลาว 614.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมากกว่า 65% ของเอฟดีไอทั้งหมดในลาว สหรัฐอเมริกาเองยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในลาวด้วย การจะเคาะกำแพงที่นี่จึงน่าจะลำบากกว่าประเทศอื่นในซีแอลเอ็มวี
ประเทศหนึ่งที่อาจเห็นสหรัฐ อเมริกามีท่าทีใหม่ๆ คือ เมียนมา สหรัฐอเมริกามีมาตรการทางเศรษฐกิจกับเมียนมาตลอดมาในช่วงที่เป็นรัฐบาลทหาร แม้จะมีการเซ็นสัญญาการค้ากันไปเมื่อปี 2556 แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ถึงขั้นดีที่สุด ในปี 2559 หลังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของ อองซานซูจี ขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาล อาจทำให้ท่าทีและมาตรการทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกามีต่อเมียนมาเปลี่ยนแปลงไป การลงทุนของสหรัฐในเมียนมาอาจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน รายงานระบุด้วยว่า เอฟดีไอของไทยในอาเซียนปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 131 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 ไปสู่ 818 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2557 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคการผลิต สะท้อนว่าไทยสนใจไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
สำหรับการลงทุนภายในภูมิภาค (Intra-ASEAN Investment) ในปี 2557 อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 18% ของเอฟดีไอที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคนี้
ชีพจรการค้าการลงทุนในอาเซียนนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป อาจกลายเป็นจังหวะที่รัวและเร็วขึ้น พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นเค้กที่นานาประเทศทั้งตะวันตก ตะวันออก และเจ้าของเค้กเองต่างแย่งชิง







