
ร่วมด้วยช่วยกัน
ทุกวันนี้ ความตื่นตัวของชาวโลกต่อปัญหาโลกร้อน หรืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนี้ ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้นำและประชาชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและร่วมกันรณรงค์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายเกิดความตระหนักรู้อย่างแท้จริง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขป้องกันให้ปัญหานี้บรรเทาเบาบางลง (ตามที่ได้มีการจัดประชุมระดับโลก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้)
ทุกวันนี้ ความตื่นตัวของชาวโลกต่อปัญหาโลกร้อน หรืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนี้ ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้นำและประชาชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและร่วมกันรณรงค์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายเกิดความตระหนักรู้อย่างแท้จริง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขป้องกันให้ปัญหานี้บรรเทาเบาบางลง (ตามที่ได้มีการจัดประชุมระดับโลก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้)
แม้นักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่าไม่มีวิธีที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในไม่กี่ปีนี้ เพราะมนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติจนถึงจุดที่เริ่มได้รับผลกระทบอันกำลังเข้าขั้นวิกฤตแล้ว
แต่การประชุมหารือกันเพื่อค้นหาวิธีการที่จะร่วมกันแก้ปัญหาที่สั่งสมกันมานานนี้ให้บรรเทาเบาบางและลดน้อยลงไปได้บ้างนั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการยืดเวลาให้กับโลกที่สามารถใช้ระบบของตัวเอง เพื่อฟอกชำระสิ่งสกปรกและความเป็นพิษภัยต่างๆ (Self Purification)
ความเป็นจริงที่ปรากฏมาหลายปีแล้ว ก็คือ ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่ทำให้เป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” หลายประเทศในวันนี้ เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยปล่อยก๊าซที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต
แม้จะตระหนักถึงการที่ตนเป็นต้นเหตุของปัญหา และมีท่าทีว่าจะพยายามแก้ไขในเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงความพยายามอยู่เรื่อยไป โดยที่ยังคงมองไม่เห็นทางสำเร็จ เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศ มักมองเห็นความสำคัญในระบบเศรษฐกิจของตัวเองเป็นหลัก มากกว่าความพยายามแก้ไขปัญหา (ดูได้จากการไม่ได้ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงลง หรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดต่างๆ แทน)
ผู้นำภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่พัฒนาแล้ว เชื่อกันว่า การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อลดภาวะโลกร้อน อาจจะกระทบต่อกำลังการผลิต และเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งปัจจุบันเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกันไปทั่วโลกด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นข้ออ้างที่แต่ละประเทศจะขอยืดเวลาในการแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อน
ทั้งนี้ การขอเวลาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้กิจการฟื้นตัวได้ดังเดิมเสียก่อน โดยประเทศยักษ์ใหญ่ต่างก็อ้างว่าข้อตกลงร่วมกันที่ต้องการให้แต่ละประเทศลดการใช้พลังงานลงนั้น จะยิ่งเป็นการโจมตีสภาพเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลงไปอีก
ทางออกในระยะยาวที่ผู้นำเริ่มพูดกันอย่างจริงจัง ก็คือ การมุ่งสู่การใช้พลังงานทดแทนให้มากที่สุดและให้เร็วที่สุดในอนาคต (โดยการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ หรือใช้พลังงานที่สามารถนำมาหมุนเวียนดูดซับกลับมาใช้ใหม่ได้ในอนาคต) จึงจำเป็นที่มนุษยชาติจะต้องวางยุทธศาสตร์ร่วมกันทั้งโลก (ด้วยการประชุมร่วมกันที่ปารีสครั้งนี้) เราจึงจะพอมีหลักประกันในอนาคตไว้ให้ลูกหลานได้อยู่ ภายใต้แนวคิดของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
วันนี้ อนาคตของโลกจึงอยู่ในมือของพวกเราทุกคนที่จะทำให้โลกนี้ใสสะอาดขึ้น โดยไม่มีข้ออ้างใดๆ อีกต่อไป ครับผม!







