posttoday
เงินร้อนไหลเข้าไทย3.5พันล.

เงินร้อนไหลเข้าไทย3.5พันล.

22 กรกฎาคม 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — ธปท.ชี้ค่าบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเริ่มดึงดูดเฮดจ์ฟันด์ ขนเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไทยมากขึ้น เดือนมิ.ย.ก.ค. พบไหลเข้ามาแล้ว 3,520 ล้านบาท

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากข้อมูลล่าสุดในเดือน ก.ค.ช่วงต้นเดือนถึงวันที่ 16 ก.ค. มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไทยแล้วประมาณ 14 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 448 ล้านบาท เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ บวกกับเดือน มิ.ย.ที่เข้ามาก่อนแล้ว 96 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,072 ล้านบาท รวม 2 เดือนนี้เข้ามาแล้วประมาณ 3,520 ล้านบาท เช่นเดียวกับการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ก็มีเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่เงินทุนไหลเข้าเอเชียในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีทั้งสิ้น 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.48 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เงินทุนที่ไหลเข้ามาช่วงนี้ยังน้อยกว่าที่ไหลออกไปเมื่อช่วงวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ที่มีเงินทุนไหลออกไปจากเอเชียประมาณ 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.02 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการไหลกลับเข้ามาบ้างแล้วประมาณ 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเฉพาะของประเทศไทยไหลออกไปประมาณ 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท ซึ่งไหลกลับมาบ้างแล้วประมาณ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.52 หมื่นล้านบาท

“ในภาวะที่เศรษฐกิจเอเชียมีโอกาสในการเติบโตที่ดีขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างประเทศในกลุ่มจี3 กับเอเชียมีโอกาสสูงขึ้น ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากตะวันตกมายังเอเชียมากขึ้น เพื่อหาช่องทางในการทำกำไร รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะจากการสำรวจกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงสิ้นปี 2551 จนถึงปัจจุบันมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 84% และที่สำคัญเอเชีย รวมทั้งไทยมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ตามพื้นฐานเศรษฐกิจดี เงินลงทุนย่อมเลือกที่ไหลเข้ามาอยู่แล้ว” นางสุชาดา กล่าว

นางสุชาดา กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้ผู้นำเข้าและส่งออกติดตามการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ที่จะมีปริมาณมากขึ้น เข้าออกเร็วมากขึ้น และหลายรอบมากขึ้น เพราะจะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ซึ่งในช่วงนี้ธปท.เริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนของกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) ที่ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง หลังจากที่ล้มตายไปจำนวนมากในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาบ้างแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปกติของตลาดการเงิน และตลาดการค้าโลกที่เมื่อเห็นช่องทางทำกำไรเขาก็ต้องมีการเก็งกำไร เพราะต่างชาติเริ่มเห็นโอกาสที่จะทำกำไรได้ถึง 3 เด้ง จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ค่าราคาหุ้นต่อกำไร หรือค่าพีอี (P/E) ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และผลตอบแทนต่อหุ้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค บวกกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น และแนวโน้มค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น

กล่าวแนะนำสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเพื่อการส่งอออก ควรติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ชัด ยุโรปมีปัญหาตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาทของไทยน่าจะมีความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลการตรวจสอบความมั่นคงของสถาบันการเงิน 90 แห่ง (Stress Test) ในยุโรป ถ้าออกมาไม่ดีอาจกระทบต่อสถาบันการเงินในประเทศฝรั่งเศส และเยอรมันที่ลงทุนในตราสารหนี้สกุลยุโรป และทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่องขณะที่สหรัฐฯยังมีการว่างงานเพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป ต่างจากประเทศในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกน้อย ทำให้หลายประเทศกำลังทยอยปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน และการคลัง รวมทั้งไทยที่ทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปแล้ว 0.25% เพื่อดูแลเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ก็ช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อลงได้

 

นางสุชาดา กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้ผู้นำเข้าและส่ง ออกติดตามการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ที่จะมีปริมาณมากขึ้น เข้าออกเร็วมากขึ้น และหลายรอบมากขึ้น เพราะจะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ซึ่งในช่วงนี้ธปท.เริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนของกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund) ที่ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง หลังจากที่ล้มตายไปจำนวนมากในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาบ้างแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปกติของตลาดการเงิน และตลาดการค้าโลกที่เมื่อเห็นช่องทางทำกำไรเขาก็ต้องมีการเก็งกำไร เพราะต่างชาติเริ่มเห็นโอกาสที่จะทำกำไรได้ถึง 3 เด้ง จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ค่าราคาหุ้นต่อกำไร หรือค่าพีอี (P/E) ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และผลตอบแทนต่อหุ้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค บวกกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น และแนวโน้มค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น

“เงินทุนจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่จะไหลเข้าไทยมากขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เพราะนอกเหนือจากเงินทุนที่จะไหลเข้ามาลงทุนในระยะยาวแล้ว ยังมีเงินที่จะเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อความสนใจในการตั้งเฮจด์ฟันด์กองใหม่ๆ และการกลับฟื้นคืนมาของกองทุนเก่าๆ เริ่มเห็นชัดขึ้น ขนาดคู่ค้าของธปท.บางราย ยังเล่าให้ฟังว่า กำลังตั้งเฮจด์ฟันด์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้าไปทำกำไรในตลาดเงินในประเทศที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ดังนั้น ถ้าไทยไม่ต้องการให้เฮดจ์ฟันด์เข้ามาเก็งกำไร ในตลาดการเงินบ้านเรา ก็ต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจให้ดี สร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น จะได้กระทบไม่มาก”นางสุชาดากล่าว

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดในเดือนก.ค.ช่วงต้นเดือนถึงวันที่ 16 ก.ค.มีเงินทุนจากต่งประเทศไหลเข้ามาไทยแล้วประมาณ 14 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 448 ล้านบาท เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ บวกกับเดือนมิ.ย.ที่เข้ามาก่อนแล้ว 96 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,072 ล้านบาท รวม 2 เดือนนี้เข้ามาแล้วประมาณ 3,520 ล้านบาท เช่นเดียวกับการเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ก็มีเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่เงินทุนไหลเข้าเอเชียในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีทั้งสิ้น 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.48 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เงินทุนที่ไหลเข้ามาช่วงนี้ยังน้อยกว่าที่ไหลออกไปเมื่อช่วงวิกฤตเลเมนบราเตอร์ ที่มีเงินทุนไหลออกไปจากเอเชียประมาณ 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.02 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการไหลกลับเข้ามาบ้างแล้วประมาณ 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเฉพาะของประเทศไทยไหลออกไปประมาณ 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท ซึ่งไหลกลับมาบ้างแล้วประมาณ 1,100 ล้านหรียญสหัฐหรือ 3.52 หมื่นล้านบาท

นางสุชาดา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้ที่ระดับ 32.2832.29 บาท/เหรียญสหรัฐ ถือว่ามีเถียรภาพอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค เพราะถ้าเทียบกับต้นปีถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 3.2% ขณะที่มาเลเซียแข็งค่าขึ้นที่ 6.8% และสิงคโปรแข็งค่าขึ้น 2.3% ค่าเงินบาทระดับบนี้ไม่เป็นอุปสรรคในการแข่งขันของภาคส่งออก เห็นได้จากอัตราการขายตัวของการส่งออกล่าสุดในเดือนมิ.ย.ยังขยายตัวได้ถึง 46.3% สะท้อนว่าผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวและขยายการค้าได้อย่างดี

“ค่าเงินบาทระดับนี้เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงมาก เพราะถือว่ามีเสถียรภาพ จะเข้าบ้างในช่วงที่ผันผวนมาก แต่ในช่วงที่ค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนมากขึ้น เราก็พยามจะไม่เข้ามาก เนื่องจากอยากให้ผู้นำเข้าและส่งออกรู้จักการบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทั้งจำนวนหรือซื้อบางส่วน ไม่ควรไปเก็งกำไรค่าเงิน เพราะช่วงที่ค่าเงินผันผวน เงินไหลเข้าออกเร็ว อาจสร้างความเสียหายให้ธุรกิจได้” นางสุชาดากล่าว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน