
หาให้มากกว่าจ่ายหรือจ่ายให้น้อยกว่าหา
สำหรับคนที่ทำงานประจำ ที่ไม่ได้มีธุรกิจของตัวเอง หลายคนทั้งที่จะเกษียณหรือกำลังเตรียมตัวเกษียณ ต่างก็ต้องตระหนักว่าจะมีเงินเหลือเก็บพอที่จะใช้ในวันที่ไม่มีเงินเดือนแล้วหรือไม่ อาจจะมีพออยู่บ้าง แต่ต้องมีชีวิตแบบไม่ซื้ออะไรเลย ไม่ไปไหนต่อไหนบ่อย หรืออย่ากินมากจนเกินไป
สำหรับคนที่ทำงานประจำ ที่ไม่ได้มีธุรกิจของตัวเอง หลายคนทั้งที่จะเกษียณหรือกำลังเตรียมตัวเกษียณ ต่างก็ต้องตระหนักว่าจะมีเงินเหลือเก็บพอที่จะใช้ในวันที่ไม่มีเงินเดือนแล้วหรือไม่ อาจจะมีพออยู่บ้าง แต่ต้องมีชีวิตแบบไม่ซื้ออะไรเลย ไม่ไปไหนต่อไหนบ่อย หรืออย่ากินมากจนเกินไป
บางคนยังไม่ต้องพูดไปถึงเรื่องจะลงทุนอย่างไรให้เงินที่ออมมางอกเงย แค่ให้มีเงินเหลือออมก่อนก็ดีใจแล้ว หรือบางคนกำลังจะหาวิธีปลดหนี้อยู่ด้วยซ้ำไป ซึ่งการที่จะทำให้เหลือเงินเก็บ หรือทำให้ไม่มีหนี้นั้น รากเหง้าของปัญหามาจากเหตุผลเดียวกัน และไม่สามารถเป็นเหตุผลอื่นได้เลย คือ เราใช้จ่ายมากกว่าที่หามาได้ วิธีแก้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยครับ มีแค่สองวิธีคือ หาเงินเพิ่ม หรือลดการใช้เงิน
เราก็ต้องมาคิดกันว่าวิธีไหนง่ายกว่ากัน การหาเงินเพิ่ม ถ้าเป็นผู้ประกอบการก็ต้องขายของให้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับตลาด ถ้าเป็นพนักงานประจำก็ต้องขอให้หัวหน้าขึ้นเงินเดือนให้เยอะๆ และมันขึ้นแค่ปีละครั้งเสียด้วย เราเองก็ควบคุมมันไม่ได้เสียด้วย หรือเราเปลี่ยนมาเป็นการลดค่าใช้จ่ายดีไหมครับ เหตุผลคือ หนึ่ง เราควบคุมมันได้เอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่น สอง ทำได้เลย ทำเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องปีละครั้งเหมือนขึ้นเงินเดือน
ถ้าต้องทำ แล้วเราจะลดค่าใช้จ่ายกันอย่างไรดี เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว และแต่ละคนก็อาจมีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน ผมว่าจริงๆ แล้วทุกคนก็พอจะนึกออกว่าควรทำอย่างไร แต่ว่าจะทำไหม ผมเองจะให้หลักคิดกว้างๆ ง่ายๆ ให้ไปประยุกต์ใช้กัน เริ่มจากข้ออ้างที่แสบที่สุดที่เรามักอ้างคือ “มันคือสิ่งจำเป็น” แถมยังมีผู้ช่วยที่สุดแสบที่ชื่อว่า “บัตรเครดิต” ต้องถามว่าเรายังคงรูดบัตรเครดิตซื้อสิ่งของต่างๆ นานา อย่างต่อเนื่อง โดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งๆ ที่คนรุ่นพ่อแม่เราไม่เคยคิดที่จะหามาเป็นเจ้าของถ้าไม่มีเงินสดก้อนใหญ่พอที่จะซื้อ
พูดถึงบัตรเครดิต ลองนึกภาพดูว่าเมื่อก่อนเวลาซื้อของเราต้องใช้เงินสด เวลาเราไปกดเงินสดมา เราอาจนึกเสียดาย แล้วเปลี่ยนใจได้ ต่อมามีบัตรเครดิต บัตรพลาสติกบัตรเดียวรูดได้เลย เราไม่เห็นปริมาณเงินสด เพราะมันแค่แวบเดียวที่ผ่านเครื่องรูด เราเลยซื้อของได้ง่ายขึ้น แต่บางครั้งพอจะรูดบัตรเครดิตด้วยยอดเงินใหญ่ๆ เช่น ซื้อโทรศัพท์เครื่องละสามหมื่น เราอาจเสียดายเพราะรู้สึกว่ายอดมันเยอะ ก็ดันมีผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์สิบเดือนอีก เราก็รู้สึกว่ามันเดือนละสามพันเอง ประกอบกับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่เป็นสิ่งจำเป็นอีก ก็เลยตกหลุมพรางแห่งการเป็นหนี้
ต้องถามตัวเองว่า เรายังใช้บัตรเครดิตเสมือนเป็นเงินสด ไม่ใช่หนี้สินหรือเปล่า ถ้าใช่ รับรองลำบากแน่ๆ บางท่านอาจจะเถียงว่าการใช้บัตรเครดิตนั้นเราใช้แทนเงินสดไม่ใช่หรอ ขอตอบว่าไม่ใช่ เพราะวงเงินบัตรเครดิตมันมากกว่าเงินเดือนเรา โดยเฉลี่ยคนเราจะได้วงเงินประมาณสามถึงห้าเท่าของเงินเดือน เวลาเรารูดบัตรเราเคยคิดไหมว่าเราต้องกันเงินสดในบัญชีไว้จ่ายเท่าที่รูดไป และต้องไม่รูดเกินเงินเดือน หรือผ่อนชำระรายเดือน เราเคยกันเงินสดของเดือนถัดไปไว้เพื่อจ่ายยอดผ่อนนั้นไหม ส่วนมากไม่เคย นั่นแหละครับที่ผมกำลังบอกว่าต้องปฏิบัติต่อวงเงินบัตรเครดิตเสมือนเป็นหนี้สิน ถ้าอยากใช้บัตรแทนเงินสด ต้องบัตรเดบิตเท่านั้นครับ อันนั้นถึงจะใช่ เพราะมันตัดเงินในบัญชีคุณเลย และคุณก็ไม่เหลือเงินสดในบัญชีให้ไปใช้จ่ายอย่างอื่น
อีกวิธีหนึ่งคือ เราต้องระบุให้ได้ก่อนว่า ช่วงเวลาไหน หรือสถานการณ์ไหน หรือสถานที่ใดที่ยั่วยุเราให้ต้องควักกระเป๋าจ่าย พยายามดึงตัวเองออกมาจากช่วงเวลาหรือสถานที่นั้น เช่น ถ้าไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อใด เสียเงินทุกที ก็เปลี่ยนไปเดินเล่นในสวนสาธารณะไหม หรือถ้าเผลอซื้อของออนไลน์ทุกทีที่เข้าไปดู ก็ไม่เข้าไปดูเว็บไซต์ขายของเหล่านั้นดีไหม หากิจกรรมอื่นที่มีค่าใช้จ่ายน้อยทำดีกว่าไหม ขอยกตัวอย่างตัวผมเอง ปกติทุกวันอาทิตย์ผมต้องไปรอลูกในห้างสรรพสินค้า แต่สถานที่เรียนนั้นที่นั่งไม่พอ ผมเลยต้องไปเดินเล่นในห้าง ดังนั้นทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลา 10.00-12.00 น.นั้น จะเป็นสองชั่วโมงที่ผมต้องเสียเงินโดยไม่คิดว่าจะต้องเสียทุกครั้ง ทั้งรองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ เสื้อยืดตัวใหม่ และทุกครั้งก็จะให้เหตุผลตัวเองว่า มันจะได้ใช้ มันน่าจะจำเป็น ช่วงหลังผมจึงดึงตัวเองออกจากสถานที่นั้น โดยการเดินไปนั่งร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามห้าง แล้วเอาหนังสือไปนั่งอ่าน ซึ่งของในร้านนั้นสิ่งที่แพงที่สุดคือ กาแฟแก้วละห้าสิบบาท ดังนั้นผมจึงลดค่าใช้จ่ายจากสองถึงสามพันบาทเป็นห้าสิบบาทมาหลายเดือนแล้ว และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เมื่อก่อนผมบอกว่ามันจำเป็น แต่พักหลังไม่ได้ซื้อเลย ก็ยังไม่เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผมใดๆ ทั้งสิ้น
หรือถ้าใครอยากหักดิบเลย เพื่อจะเห็นผลเร็ว ผมก็แนะนำว่า ใช้วิธีล้อมรั้ว ซึ่งรั้วในที่นี้ก็คือ รั้วเงินสด ลองตั้งใจดูไหมครับว่าจะซื้อของทุกอย่างเป็นเงินสดเป็นเวลาหกเดือน เพราะเราจะระมัดระวังมากเมื่อต้องใช้จ่ายเป็นเงินสด เพราะบัตรเครดิตนั้นมันเป็นเงินปลอมๆ ที่มักทำให้เราตกหลุมพรางของการใช้เงินเกินตัว มาลดค่าใช้จ่ายกันเถอะครับ เพื่อสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรง และเชื่อเถอะครับ สุขภาพใจจะดีขึ้นด้วยมากๆ เพราะไม่ต้องมาเครียดกับเรื่องหนี้สินที่เหมือนจะไม่มีวันปลดหนี้หมด







