
สกัดข้าวเสื่อม
การเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นข้าวเสื่อมสภาพปริมาณ 3.74 หมื่นตัน ที่กระทรวงพาณิชย์ทดลองเปิดประมูลให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นเสนอราคาไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
การเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นข้าวเสื่อมสภาพปริมาณ 3.74 หมื่นตัน ที่กระทรวงพาณิชย์ทดลองเปิดประมูลให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นเสนอราคาไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผลปรากฏว่ามีผู้ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 13 ราย ครบทั้ง 10 โกดังที่นำมาทดลองเปิดขายเป็นครั้งแรก ซึ่งราคาที่เสนอซื้อข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐ ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมาย โดยมีการเสนอราคาต่ำเฉลี่ยตันละ 5,020-5,419.98 บาท หรือตกประมาณกิโลกรัมละ 5.02-5.41 บาทเท่านั้น
สาเหตุที่ภาคเอกชนเสนอราคาซื้อข้าวค่อนข้างต่ำ ก็เป็นไปตามเหตุผลของธุรกิจ คือ ราคาที่เสนอซื้อข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐบาลจะต้องไม่สูงไปกว่าราคาวัตถุดิบที่แต่ละอุตสาหกรรมใช้ในการผลิตสินค้า
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมผลิตเอทานอลที่ใช้มันสำปะหลังในการผลิต ซึ่งต้องใช้มันสำปะหลัง 4 กิโลกรัม จึงจะได้เอทานอล 1 ลิตร โดยราคามันสำปะหลังตกกิโลกรัมละ 2 บาทเศษ หรือมีต้นทุนจากวัตถุดิบตกประมาณ 8-9 บาท ดังนั้นราคาที่เสนอซื้อข้าวจึงถูกกดไม่ให้สูงไปกว่าต้นทุนมันสำปะหลัง
ขณะที่ฝั่งรัฐบาลจะอนุมัติขายหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะหากอนุมัติขายในราคาตามที่เอกชนเสนอซื้อมาในราคากิโลกรัมละ 5 บาทเศษ อาจจะกลายราคาฐานที่ผู้ประกอบการใช้ยื่นประมูลในคราวหน้า เพราะข้าวในสต๊อกรัฐที่เสื่อมสภาพเกรดซี 4.6 ล้านตัน และข้าวเสียที่มีสภาพเป็นฝุ่นผง 1.29 ล้านตัน รวมทั้งสิ้น 5.89 ล้านตัน รออยู่ และยังเป็นการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำแบบขาดทุนย่อยยับอับจน
แน่นอนว่า การขายข้าวเสื่อมล็อตนี้จะทำให้รัฐบาลขาดทุนมากอย่างแน่นอน จากต้นทุนข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำมาเฉลี่ยตันละ 2.4 หมื่นบาท หากขายออกไปในราคาดังกล่าวเท่ากับว่าจะขาดทุนประมาณตันละ 1.9 หมื่นบาท ขายไปทั้ง 3.7 หมื่นตัน หากใครอยากรู้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ก็ลองเอา 1.9 หมื่นบาทคูณเข้าไปปุ๊บ หายเก๋งปั๊บ...
แต่ปัญหาที่แท้จริงของภาครัฐ คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ข้าวที่อนุมัติขายไป 3.7 หมื่นตัน สู่ภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดการบริโภค นี่จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง







