
กฎระเบียบการค้าที่ต้องเร่งแก้
ดูเหมือนว่าขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยไม่น้อยที่มีปัญหาในการทำการค้าการส่งออกและนำเข้าไปยังกัมพูชา เห็นได้จากประเด็นคำถามและข้อเสนอแนะเข้ามา
ดูเหมือนว่าขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยไม่น้อยที่มีปัญหาในการทำการค้าการส่งออกและนำเข้าไปยังกัมพูชา เห็นได้จากประเด็นคำถามและข้อเสนอแนะเข้ามา
ผมขอย้ำอีกครั้งเพื่อความเข้าใจทางการค้าขาย 1.สินค้าที่รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายยกเว้นภาษีให้ เช่น เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร อุปกรณ์การศึกษา ยารักษาโรค และเครื่องกีฬา จะเรียกเก็บภาษี 0% 2.สินค้าชั้นกลาง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก กระเบื้อง หรือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เรียกเก็บภาษี 7% 3.สินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ น้ำมันดีเซล เรียกเก็บภาษี 15% 4.สินค้าสำเร็จรูปและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรทัศน์ วิทยุ รถยนต์ ไวน์ บุหรี่ น้ำมันเบนซิน และน้ำหอม เรียกเก็บภาษี 35% ดูเหมือนว่ากลุ่มนี้จะมีปัญหามากที่สุดที่ผู้ประกอบการเผชิญ เพราะมีการพิจารณาและตรวจสอบการสำแดงราคาที่เข้มข้นกว่าปกติ
นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าทุกรายการจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ของราคานำเข้า
ผมขอย้ำอีกคราว่า มีสินค้าบางรายการที่ต้องขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และที่สำคัญที่ผู้ทำการค้าจะต้องเข้าใจสินค้าที่นำเข้ามาในกัมพูชาที่มูลค่าเกินกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ ต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อประเมินราคาและชำระภาษีศุลกากร โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาได้ว่าจ้างบริษัท Societe Generale de Survillance S.A. หรือ SGS
เรื่องนี้ถือเป็นปัญหามาก เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการค้าขายของไทยที่เข้าไปทำการค้าในกัมพูชาบอกว่ามีปัญหามากมายที่สุด เนื่องจากปัญหาเรื่องระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่ยุ่งยาก โดยสินค้าที่จะนำเข้ากัมพูชาต้องผ่านการตรวจสอบจากบริษัท SGS ที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาตั้งขึ้นมา เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าและทำการประเมินพิกัดศุลกากร
ตรงนี้บรรดาผู้ประกอบการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหนื่อยที่สุด เพราะถ้าสินค้าใดไม่ผ่านการตรวจสอบจะไม่สามารถส่งเข้าไปขายในตลาดกัมพูชาได้ ดังนั้นถ้าการตรวจสอบของบริษัท SGS มีความโปร่งใส รับผิดชอบก็ไร้ปัญหา แต่ถ้าขาดสิ่งเหล่านั้นไปผู้ประกอบการไทยก็อ้วก
ปัญหาประการต่อมาที่ทางการไทยควรพิจารณาและช่วยเหลือผู้ที่จะเข้าไปทำการค้าขายในกัมพูชา คือ กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าของกัมพูชามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง และบางพื้นที่บางจังหวัดจะมีกฎระเบียบเป็นของตัวเอง อีกประการหนึ่งคือขั้นตอนและระเบียบการนำเงินออกนอกประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จำกัดไว้ให้มีมูลค่าการค้าไม่เกิน 5 แสนบาท/ครั้ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคทางการค้าขายตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ประการสุดท้ายที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาในการอำนวยความสะดวก คือ การขอคืนภาษีอากรล่าช้า ทั้งภาษีตามมาตรา 19 ทวิ เงินชดเชย ภาษีมุมน้ำเงิน
ผมว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลไทย และกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีทีมหรือศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ หากต้องการสนับสนุนให้เกิดการค้าขายขยายออกไปในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ก่อนที่คู่แข่งจากประเทศต่างๆ จะกระชากศักยภาพการแข่งขันที่ดีเยี่ยมออกไปจากเมืองไทย ช้าไปมีแต่เสียหายครับ







