
จับทิศดาวเด่น-ดาวดับ เคล็ดบุกเวียดนามให้ถูกจุด
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ทำไมต้องบุกเวียดนาม ถ้าบุกควรทำธุรกิจอะไร ไม่ควรทำธุรกิจอะไร คำถามทั้งหมดได้รับการคลายปมโดย สนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ผู้มีประสบการณ์ในเวียดนามนับสิบปี
สนั่น เล่าว่า เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจและเป็นโอกาสอย่างมากสำหรับธุรกิจไทย แม้กระทั่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนและกลุ่มซีแอลเอ็มวีด้วยกัน เวียดนามก็ยังถือว่าโดดเด่น
1.เวียดนามเป็นประเทศที่การเมืองมีเสถียรภาพ 2.เวียดนามเป็นตลาดขนาดใหญ่ ประชากรปัจจุบันอยู่ที่ 93-94 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปถึง 100 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 3.ประชากรของเวียดนามยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะกลายเป็นทั้งแรงงานคุณภาพและผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ 4.แรงงานเวียดนามขยัน กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และชอบนวัตกรรม
“10-20 ปีก่อน พนักงานของผมที่เวียดนามแทบจะไม่มีคนพูดภาษาอังกฤษได้ แต่วันนี้กลายเป็นพูดได้แทบทุกคน เพราะเขาขยันที่จะเรียนรู้ เป็นข้อดีที่เด่นชัดกว่าแรงงานในหลายประเทศ”
5.รัฐบาลเวียดนามปรับแก้กฎหมายรวดเร็ว และเปิดกว้างเต็มที่สำหรับนักลงทุน และ 6.ค่าเงินของเวียดนามมีเสถียรภาพมากขึ้นไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน ทำให้วิกฤตค่าเงินที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในอาเซียน เช่น เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไม่เกิดขึ้นกับเวียดนาม
สำหรับธุรกิจที่เขามองว่ากำลังจะกลายเป็น “ดาวเด่น” หรือ “ดาวรุ่ง” ให้ไทยมีโอกาสบุกไปเวียดนามในช่วง 5 ปีจากนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามกำลังขยายตัว รัฐบาลเวียดนามพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เร่งการก่อสร้างท่าเรือ ท่าอากาศยาน 2.ธุรกิจอาหาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพ ประกอบกับเวียดนามมีทะเลเยอะ
3.ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์ชัดเจนจากกรณีเวียดนามเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ทำให้ต้นทุนการส่งออกไปสหรัฐไม่ต้องเสียภาษีประมาณ 18% เหมือนไทย แถมเวียดนามยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) อีกด้วย ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ค่าแรงของเวียดนามก็คิดเป็นเพียง 60% ของค่าแรงไทยเท่านั้น
4.ธุรกิจพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นประเทศกำลังเติบโต รัฐบาลเวียดนามจึงส่งเสริมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ดีเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของเมืองสำคัญไม่ให้เสียไป เหมือนที่เมืองใหญ่บางเมืองประสบปัญหามาแล้ว
5.ธุรกิจเม็ดพลาสติกและแพ็กเกจจิ้ง เนื่องจากบริษัทข้ามชาติต้องการซัพพลายเออร์ดีๆ ในธุรกิจเหล่านี้
6.ธุรกิจโรงพยาบาล-เสริมความงาม-ร้านอาหาร-สปา ถือเป็น 4 ธุรกิจบริการที่น่าสนใจมาก เพราะมีความต้องการสูง สังเกตว่าปัจจุบัน เกาหลีใต้เริ่มเข้ามาลงทุนธุรกิจเสริมความงามในเวียดนามแล้ว แต่ในบรรดา 4 ธุรกิจนี้ ธุรกิจสปายังต้องรออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากต้องรอรัฐบาลเวียดนามแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติเข้า
ไปลงทุน
ในทางตรงกันข้าม มี 2 ธุรกิจที่ไทยไม่ควรจะไปลงทุน เนื่องจากยังเป็น “ดาวดับ” หรือ “ดาวร่วง” ในขณะนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจโฆษณา เนื่องจากกฎระเบียบยังมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงอีกมาก 2.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แม้จะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ควรไปเอง เนื่องจากเวียดนามไม่ส่งเสริม ที่ดินในเวียดนามราคาแพง และโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนามยังไม่เติบโตเพียงพอสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ ร่วมกับบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (เอพีเอ็ม) บริษัท อมตะ วีเอ็น เล็งเห็นความสำคัญของการช่วยให้ธุรกิจไทยมีโอกาสเป็นดาวรุ่งในเวียดนาม จึงจัดสัมมนาเรื่อง “กรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ สะพานเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เอเชียน่า ไซ่ง่อน โฮจิมินห์ซิตี้ ประเทศเวียดนาม เพื่อให้นักธุรกิจไทยได้ลงพื้นที่และทราบข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวเวียดนาม







