
เอสเอ็มอีกระอักไร้เงินทุนดอกกู้แพง
เข้าถึงสถาบันการเงินยากขึ้น ครึ่งปีหลังภาพรวมรายได้ร่วง
โพสต์ทูเดย์
— เอสเอ็มอีส่อแววฟื้นช้า ครึ่งปีหลังติดขัด เข้าไปถึงแหล่งเงินทุนยาก แถมดอกเบี้ยขาขึ้นอีกต่างหากแหล่งข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยในครึ่งปีหลัง ได้แก่ การปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นทุก 0.25% ทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.851% ส่งผลต่อกำไรจากการดำเนินธุรกิจในภาพรวมลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้า รักษาสัดส่วนทางการตลาด
ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ว่าในปี 2553 จะอยู่ที่ 3.5% ต่อปี ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าแรงงาน และราคาวัตถุดิบ รวมถึงการปรับเพิ่มราคาพลังงาน การแข็งค่าของเงินบาท เพราะจะมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าอยู่ในระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“
แม้เศรษฐกิจปีนี้ประเมินว่าจะโต 67% สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองสิงคโปร์ โต 9.9% แต่ผลพวงของการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะได้กำไรมากขึ้น เพราะต้นทุนหลายอย่างเพิ่มอย่างมาก” แหล่งข่าวเปิดเผยนายวินัย วิโรจน์จริยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพนนินซูลาร์ แอสโซซิเอทส์ ผู้จัดงาน
“SME Thailand Expo 2010” กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอียังคงเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัญหาด้านการตลาด เข้าไม่ถึงเป้าหมาย รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้า ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถขยายตลาดออกไปในวงกว้างได้สำหรับปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เนื่องจากไทยได้เข้าสู่การเปิดเสรีทางการค้าภายในอาเซียน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวรับการแข่งขัน
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีไทยต้องดึงจุดเด่นของไทยออกมาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหาร ตลอดจนต้องเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต จากการลดอัตราภาษี หรือด้านการขนส่งสินค้า เป็นต้น ขณะนี้คาดว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 7080% เริ่มเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์กันแล้ว
ดังนั้น การจัดงาน
“SME Thailand Expo 2010” ในวันที่ 25 ก.ย. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะช่วยส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้แข่งขันในตลาดทั่วโลกได้ รวมถึงสร้างจุดแข็งให้เอสเอ็มอีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ครบวงจรภายในงานจะมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานกว่า 400 ราย และมีเอสเอ็มอีจากจีนเข้าร่วมงานอีก 40 ราย คาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจประมาณ 1,000 คู่ และมีเงินสะพัดภายในงาน 240 ล้านบาท







